Monday, June 20, 2016

Beautiful Girl Theory : Mindset for Employee Engagement & Stock Investment

อะแฮ่มๆ .. เอาล่ะ ... อ่านหัวข้อแล้วหมั่นไส้อยู่สินะ  :)  อย่าพึ่งๆค่ะ ... ที่ตั้งหัวข้อแบบนี้  ดิฉันหาได้หมายถึงตัวเองไม่ ... หากแต่มันเกิดจากการที่  ดิฉันมี คุณแม่ ที่เป็นคนสวย  และน้าๆทุกคนก็เป็นคนสวย  เพื่อนๆก็สวยเยอะ ... เรียกง่ายๆว่า  แวดล้อมไปด้วยคนสวยข่ะ!!!!

ดังนั้นแล้ว  ก็เลยได้สังเกต และพิจารณาวิธีคิดของพวกเธอเหล่านั้นดู  แล้วก็พบกฎพื้นฐาน ( Ground Rules ) ที่น่าสนใจอยู่ 3 ข้อ  ซึ่งวิธีคิดทั้ง 3 ข้อนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนสวยๆเค้าหรอก  เพียงแต่!!! คนสวยๆ เค้ามี 3 ข้อเหล่านี้  ชัดกว่า!!! และ แข็งแรงกว่า!!!

เฮ้ยแล้ว  วิธีคิดแบบคนสวยๆ  เค้ามีประโยชน์กับแกได้ยังไงไม่ทราบยะยัยหงี ... หึหึหึ ... มีสิคุณ  ไม่งั้นดิฉันจะนำมาปรับใช้ไปเพื่ออะไรกัน ... คืองี้นะ  หงีว่า วิธีคิดแบบคนสวยเนี่ย สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทั้งเรื่อง Employee Engagement และ การลงทุนในหุ้นเลย ...  มา มา  แล้วหงีจะเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่น  มารู้จักกับ "กฎพื้นฐาน" 3 ข้อนี้กันก่อน

1. คนสวยน่ะ ... เค้ารู้ตัวว่าข้อดีที่โดดเด่นของเค้าคืออะไร ... ก็ "ความสวย" ไงล่ะ!!!
           
           คนสวยส่วนใหญ่ เค้ารู้ทั้งนั้นแหละว่าเค้าสวย ... จะหน้าสวย  หุ่นสวย  ขาสวย  แขนสวย  พูดจาสวย  บุคคลิกสวย ... เค้ารู้!!! เพราะเค้าได้ยินคำชมเหล่านั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จากทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก!!! ดังนั้นแล้ว ... ถ้าจะไม่รู้ตัว  ดิฉันก็ว่า มันจะเกินไป
         
            ในเรื่องของ Employee Engagement ก็เช่นกัน ... เราต้องรู้ตัวค่ะ!!! ว่า องค์กรเรามีดีอะไรที่ทำให้พนักงานเค้าเลือกมาทำงานกับเรา  และอยู่กับเรา  ยกตัวอย่างเช่น   ถ้าองค์กรเราเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  ดังนั้น เราต้องรู้ว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่เข้ามาในองค์กรเค้าอยากได้ “วิชา” .... ถ้าองค์กรคุณไม่ได้มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนสูงๆ  แต่เป็นองค์กรที่อยู่แล้วโคตรจะมีความสุขในการทำงานเพราะคุณดูแลลูกน้องดี  คุณก็ต้องรู้ค่ะ ว่านี่คือข้อดีที่โดดเด่นของคุณ

ส่วนในทางของ การลงทุนในหุ้น ... เราต้องรู้ว่า   เรามีดีด้านไหน?  เช่น  ถ้าหากเรามีพื้นฐานความรู้เรื่องการอ่านงบ  เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ... เราก็นำข้อดีของเรานั้นมาประยุกต์ใช้  เช่น   ถ้าชอบอ่านหนังสือ อ่านงบได้  ก็ไปเลยค่ะ ... ทาง Fundamental ... เอาให้ลึก  เอาให้ถึงแก่น  เอาให้ดี ...  แต่ถ้าเรารู้ว่า  เราเป็นคนมีความ VI ( อ่านว่า “ไว” แฮ่!!!)  ไปทางเทรดดิ้ง  ดูวอลุ่ม ดูเทคนิค  อาจจะดูเข้าท่าเข้าทาง …. หรือแม้กระทั่งว่า   เรารู้ว่า เราอาจไม่ได้เก่งอะไรเป็นพิเศษ  แต่เรามีความ “อดทน” ... จัดไป VI ( อันนี้อ่านว่า "วี ไอ" ย่อมาจาก Value Investor ^^) อาจจะเหมาะกับเรา   เราอ่านงบไม่เก่ง  วิเคราะห์พื้นฐานไม่เก่ง ... ไม่เป็นไร  บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ  และ บอร์ด Pantip รวมถึงความเห็นของเพื่อนช่วยคุณได้ ... ฟังมากๆ อ่านมากๆ แล้วอัด “ความอดทน” ลงไป .. หึ หึ หึ  จุดหมายปลายทางที่ฝันไว้คงไม่ไกล!!! ( หมายเหตุ ให้แน่ใจว่า “อดทน” จริงๆ  เพราะบางที คุณอาจจะต้อง “อดทน” ไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ^^)

2. คนสวยน่ะ ... เค้าดูแลตัวเอง ... รู้ว่าข้อดีที่โดดเด่น คือ "ความสวย" .. เค้าก็จะพยายามรักษามันไว้ และพยายามพัฒนาให้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
   
       ลองสังเกตดูนะคะ ... นสวยส่วนใหญ่เค้าจะหมั่นดูแลตัวเองค่ะ  นับกันตั้งแต่หัวจรดเท้า ... ในส่วนของเส้นผมนั้น  ก็ต้องมีการจัดทรงมาอย่างดี  รูปร่างรึก็จะปล่อยเบอะๆบะๆไม่ได้ ... นั่นหมายความว่า  ถ้ามาสายเฮลธ์ตี้ นางก็จะดูแลอาหารเป็นอย่างดี เน้นผัก แป้งไม่ได้ ไขมันไม่เอา ... ส่วนสวยสายทางเลือก  นางก็จะมีสารพัดล่ะค่ะ   บล็อกแป้ง บล็อกไข สลายเซลลูไลต์  ว่าไปตามถนัด ... ยิ่งไปกว่านั้น  ผิวพรรณ  หน้าตา ก็จะปล่อยบกพร่องไม่ได้  โบท็อกซ์ต้องมี ฟิลเลอร์ต้องมา คอลลา (เจน) ก็ห้ามขาด …. นี่พิมพ์เอง ก็ยังเหนื่อยแล้วเลยนะเนี่ย ... สรุปว่า  คนสวยๆน่ะ  เค้าหมั่นดูแลรักษา และพัฒนาความงามของเค้าอยู่ตลอดๆนั่นแหละค่ะ
      
      ตัดภาพมาที่ Employee Engagement …. ตามนั้นค่ะ  ถ้าเรารู้ว่า  องค์กรเรา เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้  อยูกับเราแล้วฉลาด  อยู่กับเราแล้วทันโลก ... เราก็จำเป็นเหลือเกินนะคะ ที่จะต้องรักษาสิ่งดีนี้ไว้  หมั่นเพิ่มเติมความรู้ให้ตัวเอง ให้กับพนักงานในทุกๆระดับ  เพื่อจะได้รักษาและพัฒนาการเรียนรู้ไปไม่มีที่สิ้นสุด 
       
       เรื่องการลงทุนก็เช่นกัน ... หมั่นฝึกฝน ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ  เพิ่มทักษะใหม่ๆให้กับตัวเอง ... ตลาดหุ้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่เคยเหมือนเดิม  Pattern ไหนๆที่เคยใช้ได้ในอดีต  ไม่สามารถใช้ได้ในระยะยาว ... แม้เราจะมาสาย Fundamental มันก็จำเป็นมากนะคะที่จะต้องหมั่นศึกษากิจการที่เราลงทุนอยู่ว่า  ยังเป็นไปตามที่เราเคยวิเคราะห์ไว้หรือไม่ ... ยิ่งสาย Technical นี่ อย่าให้พูดเลย ... คุณยิ่งต้องโฟกัส ต้องคอยดู  Pattern เปลี่ยนมั้ย?  Indicator ตัวที่ใช้มันบอกอะไร?  Volume ล่ะ?  ต่างต่าง นานา ... และ หงีเชื่อว่า  ไม่มีนักลงทุนที่ดีคนไหน  ที่หยุดพัฒนาความรู้ความเข้าใจของตัวเองในเรื่อง "ธุรกิจ"  เพราะการลงทุนในหุ้น ก็คือ การเอาเงินที่คุณมีไปซื้อธุรกิจ ที่ซึ่งแม้คุณไม่ได้นั่งบริหารเอง  แต่คุณก็เป็นเจ้าของ ... และถึงแม้คุณจะเป็นสาย Technical ... หลีกเลี่ยงไม่ได้  ถ้าปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน "คนส่วนใหญ่" ชอบ หรือ ไม่ชอบ  แนวโน้มจะเทไปทางไหน  คุณก็ต้องรู้เพื่อเลือกข้างได้ถูก  :)  

3.  คนสวยน่ะ ... เค้าอาจจะเสียดาย แต่ไม่ง้อ!!!!
     
      อันนี้ต้องว่าไปตามกฎธรรมชาติก่อนว่า ... คนเรา ถ้าใจไม่รักแล้ว  จะง้อยังไง เค้าก็อยู่กับเราไปอีกไม่นานหรอกค่ะ   เพราะฉะนั้นแล้ว  อย่าเสียเวลาง้อจะดีกว่า
      แล้วยิ่งในเคสของคนสวยแล้วด้วย ...  อย่างพวกเธอแล้ว  มีคนวิ่งมาให้เลือกไม่เว้นแต่ละวัน ... ดังนั้น  ถ้าคนเก่าจะไป  เชิญค่ะ!!! ประตูอยู่ทางนั้น!!!  เธออาจจะ "เสียดาย" ค่ะ  แต่พวกเธอจะ "ไม่ง้อ" (มาก ... แหะๆ  คือ  บางเคสนางก็ง้ออ่ะนะ  แต่พวกนี้มักง้อไม่มาก และง้อไม่นาน ) 
      คนเก่าออกไป .. คนใหม่ก็จะเข้ามา .. ฉันใด ก็ฉันนั้นนะคะ ... เพราะฉะนั้นแล้ว  ปล่อยไปซะ  เพราะของใหม่ที่เข้ามา  อาจจะดีกว่าของเก่าก็เป็นได้!!! สวยๆค่ะ  สะบัดบ๊อบใส่แล้วไปออกกำลังกาย เชอะ!!
        
        สำหรับ Employee Engagement พนักงานดีๆเก่งๆนั้น หายาก .. อันนี้เข้าใจ ... แต่คุณขา  ถ้าหาก “ใจ” เค้าไม่อยู่กับเราแล้ว  ต่อให้ขึ้นเงินเดือนอีก 10 เท่า  สวัสดิการบ้านพร้อมรถยนต์  ยังไง ก็รั้งเค้าไว้ไม่ได้ตลอดไปหรอกค่ะ!!!! ... มีคำพูดๆหนึ่ง “ไม่มีใครแทนใครไม่ได้”  อันนี้ คือ สัจธรรมนะคะ ... ต่อให้วันนี้เค้าไม่ได้อยากลาออก  แต่ถ้าเค้า “ตาย”  มันก็เหมือนกันล่ะค่ะ  เราก็ต้องหาคนใหม่มาแทนเค้าอยู่ดี ... ดังนั้น “จากเป็นดีกว่าจากตาย” (ใครกล่าวไว้ไม่ทราบ) ลองดึงรั้งดูใจได้ ว่ายังมีให้กันไหม .. แต่ถ้าหมดแล้วล่ะก็   ปล่อยเค้าไปเถอะค่ะ ... เหมือนคนสวยได้กล่าวไว้ ... เก่าไป  เดี๋ยวใหม่ก็มา  และดีไม่ดี อาจจะดีกว่าเก่าด้วยซ็ำ ... สะบัดบ๊อบสวยๆ แล้วจากกันด้วยรอยยิ้ม :)
       
       ในเรื่องของการลงทุน .. อันนี้ หงีอินจัด :)  ก่อนหน้านี้ เป็นบ่อยมวาาาาาาาก  ... เสียดายย โอ๊ยยย ตกรถ  โอ๊ยยย  ขายเร็วไป  โอ๊ยยยย เข้าผิดตัว ...เฮ้ย คนสวย ( เออ บอกตัวเอง แฮ่!!!) ลองกฎนี้หน่อยม๊า ... ตกรถหรอ?  เฮ้ย ตัวนี้ไปแล้ว แล้วไง เดี๋ยวตัวใหม่ก็มา!!!  ขายเร็วไปหรอ?  แล้วไง?  หุ้นมันขึ้นตัวเดียวหรอ ทั้งกระดานและทั้งชาตินี้น่ะ!!!!  เอ๊ะหรือจะเคสเข้าผิดตัว ... โถถถถถ คุณขาาาา  เข้าผิดตัว ก็ถอนตัว Cut Loss สะบัดบ๊อบใส่แล้วจากมาสิคะ!!! จะทนจมปลักทำไม?  สวยๆอย่างเรา  ขี้คร้าน  เดินออกมาไม่ทันถึง 3 ก้าว ( ขายทิ้งไม่ถึง 3 วินาที)   ก็มีคนใหม่ ( หุ้นตัวใหม่ ) มาให้เลือกแล้วค่ะ!!!  สวยซะอย่าง!! ( ถ้าเงินหน้าตักไม่หมดซะก่อนอ่ะนะหงี i_i )

       กฎพื้นฐาน 3 ข้อนี้ ... อ่านดู  อาจจะคิดว่า ปัญญาอ่อน นะคะ ... แต่หงีลองเอามาใช้แล้ว  หงีว่ามันดีอ่ะ ... โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนในหุ้น  555+  
      
      ไม่ว่า คุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง  หงีว่า  Beautiful Girl Theory นี้  เข้าใจได้ง่าย และสามารถนำไปใช้ได้กับหลายสถานการณ์เมื่อเป็นเรื่องของการที่ต้องยุ่งกับคน  ( หึๆๆ  การลงทุนในหุ้น ก็เป็นเรือ่งเกี่ยวกับคนเช่นกัน :))

       เช่นเคยนะ ... หวังว่า จะมีประโยชน์กับคุณบ้าง 

      และสุดท้ายนี้ ... ถ้าจะให้คำจำกัดความกับตัวหงีเองล่ะก็ .. "คนสวย" น่ะ ไม่ใช่ ... ออกแนว บ้าๆบอๆ ... แต่มันดีกับใจนะ ;) แฮ่!!!

Good night world ^^
                                       Credit Picture :  Favim.com

Sunday, May 29, 2016

HR : ค่าตอบแทน ... เท่าไหร่ถึงจะพอดี?

เอาล่ะๆๆๆ  ... อย่าพึงงอนกัน ... หายไปไม่กี่วัน คงไม่ได้คิดถึงอะไรกันหรอกเนอะ  ( มองบน )

จริงๆ เรื่องของค่าตอบแทนนั้น ... Logic มันง่ายนิดเดียวเองค่ะ คือ "คุณต้องเข้าใจคน" :) 

ก่อนอื่นลย ... มาทำความเข้าใจเรื่องทั่วๆไปของค่าตอบแทนกันก่อนเนาะ ... จริงๆ ภาษา HR เค้าใช่คำว่า Total Remuneration ค่ะ ซึ่งแปลว่า ค่าตอบแทนรวม ... เพราะ ค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้แก่พนักงาน โดยทั่วไปแล้วไม่ได้มีแค่เงินเดือนอย่างเดียว  แต่มีเรื่องของสวัสดิการและอะไรอื่นๆอีกด้วย  ซึ่งก็สามารถแบ่งชัดๆได้เป็น 2 ส่วน  คือ  ส่วนที่เป็นเงิน และ ส่วนที่ไม่ใช่ตัวเงิน

ส่วนที่เป็นเงิน  ก็ได้แก่  เงินเดือน, ค่าคอมมิชชั่น
ส่วนที่ไม่ใช่เงิน   ก็ได้แก่  สวัสดิการต่างๆ อาทิเช่น ประกันสุขภาพ, รถรับส่ง, อาหารกลางวัน ฯลฯ

เอาจริงๆนะ ... มันมีแค่นี้แหละ ... ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน กับ ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน  :)

คุณรู้มั้ย ... หงีว่า Challenge ปัจจุบัน  มันไม่ได้อยู่ที่ "ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน" เสมอไปหรอก ...  เพราะอะไรน่ะหรอ? 

ก็เพราะ "มนุษย์"  ไม่ได้มีแต่ "ร่างกาย" แล้วจะต้องการแต่เงินมาซื้อของเพื่อสนอง Needs และตัณหาอย่างเดียวน่ะสิ!!!! 

ยกตัวอย่างเช่น  อันนี้เป็นเคสที่อาจารย์แกเล่าในห้อง (แหะๆ ยืมหน่อยนะคะอาจารย์ หนูชอบเคสนี้จังอ่ะ)  แกเล่าให้ฟังว่า มีลูกศิษย์แกคนหนึ่ง  อยากจะเปลี่ยนงาน ... โดยตั้งใจเลย จะเข้าบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มี Slider ให้พนักงานได้เล่นให้ได้ :) (หลายคนคงทราบนะคะว่าบริษัทไหน :))  เพราะแกรู้สึกว่า มันดู Flexible, Friendly และ แกอยากเล่น Slider!!!! ... หงีว่าอันเนี้ยะ มันสะท้อนให้เห็นว่า  การที่คุณทำ Branding และ PR ทำให้สังคมรู้สึกว่าคุณเป็น Brand ที่มีความสุข ( Oops! :)) มันสามารถดึงดูดบุคคลากรดีๆได้เหมือนกัน โดยคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ!!!

อีกอันนึง ... ที่สะท้อนถึงมุมการเลือกงานที่ไม่ได้เกี่ยวกับแค่ตัวเงิน  นั่นคือ ... แหม ... เล่าลำบากจัง '--
คืองี้นะ มีบุคคลวัย 20 ปลายๆ ท่านหนึ่ง  บ้านอยู่แถวๆสมุทรปราการ กำลังมองหางานหลังเรียนจบปริญญาโท  บังเอิญแกจบสาย Engineer ดังนั้น งานก็จะมี Offer แถวๆ สมุทรปราการ, อมตะนคร ด้วย ... แกมี Job Offer อยู่ 3 บริษัทค่ะ  โดยมีรายละเอียดดังนี้
-  สมุทรปราการ   ใกล้บ้าน  มียูนิฟอร์ม       32,000
-  อมตะนคร         ไกลบ้าน  ไม่มียูนิฟอร์ม   35,000
-  สีลม                 กลางๆ     ไม่มียูนิฟอร์ม   28,000
ลองเดาดูเล่นๆนะ  บุคคลท่านนี้  แกเลือกงานที่ไหน?  ต่อก ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก  ( คนอ่านคิดในใจ ... ไปเล่นตรงนู้นนะหงี ) แกเลือก "สมุทรปราการ" ... หรอ?  No!!!!!! Wrong!  Wrong!  Wrong!  ( นี่คิดถึง Master สมัยเด็กๆ  แกเป็น American  เวลาตอบผิด แกจะชอบพูดแบบเนี้ยะ รอง รอง รอง แต่เสียงเหมือนสัญญาณเตือนไฟไหม้อ่ะ )

แกเลือก "สีลม" ค่ะ!!!!  ทำไมน่ะหรอ?  แกให้เหตุผลแบบนี้ค่ะ ...

"แหม อายุก็ 20 ปลายๆแล้ว  เรื่องการหาคู่ก็เป็นเรื่องสำคัญ ... ไอ้ครั้นจะอยู่แต่โรงงานแถวสมุทรปราการ  หรือ อมตะนคร  ตัวเลือกมันน้อย โอกาสเจอคนถูกตาต้องใจมันก็น้อยตาม  ดังนั้น  สีลมนี่ล่ะ  ตอบโจทย์!! เงินเดือนน้อยกว่าหน่อย  เดินทางไกลหน่อย  แต่ก็โอเค๊"

ฟังเสร็จไอ้เราก็ขำ ... เออ มีการตัดสินใจเลือกงานแบบนี้ด้วยวุ้ย ... แต่ก็เออนะ  มันเป็นเรื่องจริงอ่ะ  ซึ่งเรื่องเนี้ยะ มันก็พันไปกับเรื่องของ Generation นะคะ ... สมมติว่า Spec ที่คุณต้องการจะจ้างเนี่ย เป็นเด็ก Gen Z  เฮ้ย คุณต้องเข้าใจเค้านะ ว่า เค้ามีความต้องการอะไร  มีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร  ไม่งั้นดึงดูดยาก  อยู่กันลำบาก ... ในทำนองเดียวกัน  สมมติคุณอยากได้คนมีประสบการณ์หน่อย แต่ไม่ได้ Senior มาก  เป็นคน Gen Y  คุณต้องรู้นะว่า  คน Gen นี้ ปัจจุบันอายุอยู่ประมาณเท่าไหร่  มีความต้องการอย่างไร  ... เพื่อคุณจะได้มาคิดต่อว่า คุณจะ Attract เค้าอย่างไร

อย่างไรก็ตามนะคะ ... ถึงแม้คุณจะเข้าใจในส่วนนี้แล้วว่า "เงิน" ไม่ใช่สิ่งเดียวที่คุณจะสามารถดึงดูดบุคคลากรที่มีความสามารถให้มาอยู่กับคุณได้  แต่คุณก็ลืมไปไม่ได้นะคะว่า "เงิน" ยังคงเป็น "ปัจจัยที่สำคัญ" อยู่ ดังนั้น  คุณจะ Cool แค่ไหน  แต่คุณจ่ายต่ำกว่าตลาดมากๆ  ก็ไม่มีใครเค้าอยากมาอยู่ด้วยอ่ะค่าาาาาา  ( หงีว่า ตรงนี้ก็แสดงถึง Mindset ของความแฟร์นะ  คือ ถ้าคุณจ่ายถูกมากๆ คือคุณกะเอาของถูกอย่างเดียวเลย  หงีว่า มันไม่ใช่อ่ะ )

นอกจากนี้ ... หงีอยากเพิ่มเติมในส่วนของการ Engage หรือ  การรักษาพนักงานให้อยู่กับเราไปนานๆค่ะ ... ทราบมั้ยคะ  คนเรานั้นประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ Body, Mind, Heart และ Spirit  ( ร่างกาย, สติปัญญา , ความรู้สึก, จิตวิญญาณ)  ดังนั้น  ในการดูแลคน  แม้คุณจะจ่ายอย่างเหมาะสมแล้ว  ให้สวัสดิการที่เป็นการดูแล "ร่างกาย" เค้าแล้ว  ก็อย่าได้ลืมในส่วนอื่นๆด้วย ... คือ ย้อนกลับไปที่ Core ค่ะ  "คุณต้องเข้าใจเค้า" ... บางท่าน มาทำงาน  นอกจากเงินแล้ว เค้าก็ต้องการพัฒนาในเรื่องของสติปัญญา  คุณได้ Engage เค้าในส่วนนี้ไหม?  คือ ได้ให้งานที่ Challenge ความสามารถในด้านการคิดของเค้า หรือ ให้เค้าได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆจากงานที่คุณมอบหมาย,   บางท่าน พอใจกับเงิน พอใจกับการพัฒนาแล้ว  แต่ต้องการการดูแลทางความรู้สึกที่ดี  คุณได้ดูแลเค้าหรือยัง?  หรือยังพูดจาหักหาญน้ำใจกันอยู่ประจำ  ไม่ให้ความสำคัญกับเค้า หรืออะไรต่างๆ

มาถึงตรงนี้ ... หงีเชื่อว่า  คุณคงพอจะเข้าใจแล้วว่า  "ค่าตอบแทน ... เท่าไหร่ถึงจะพอดี" มันไม่มี Absolute Number ... มันขึ้นอยู่กับว่า คุณกำลังจะจ้างใครต่างหาก ^^  หลักสำคัญ ก็คือ การเข้าใจคน  และรู้ว่า  เราสามารถให้อะไรได้บ้างที่ไม่ใช่เงิน 

ในทางกลับกัน ... สำหรับคนที่เป็นพนักงานอยู่ ... คิดให้ดีๆค่ะ ว่าปัจจุบันองค์กรเค้าดูแลเราเป็นอย่างไรบ้าง ... โดยเฉพาะถ้าหากใครที่คิดว่าอยากจะเปลี่ยนงาน หรือ มี Offer ใหม่ๆมา ... มอง Total Package ค่ะ   คิดให้ถี่ถ้วน  ทั้งหมดที่คุณจะได้รับทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่  รวมไปถึงการพัฒนาและการดูแลในแง่มุมอื่นๆด้วย

เช่นเคย ... หงีหวังว่า Post นี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่จะเข้าใจเรื่องของค่าตอบแทนมากขึ้น ทั้งทั้งเป็นพนักงาน ผู้บริหาร หรือ เจ้าของกิจการ :)

สุดท้ายนี้  ...  เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดหงีค่ะ ^^  ... ขอบคุณค่ะสำหรับคำอวยพร ( ยัง! ฉันยังไมได้คิดอะไรเลย  คนอ่านกล่าว )  คืองี้ ... หงีมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง Notting Hill ... เก่าดิ  โบราณดิ ... ใช่ ... แน่นอน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หงีได้ดูหนังเรื่องนี้หรอก ... แต่รู้มั้ย  หงีรู้สึกเหมือนพึ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก!!! เพราะหงีพึ่งเข้าใจเนื้อหา อารมณ์ และสิ่งที่หนังอยากจะสื่อ!!!  555+  เชื่อมั้ย ... ทั้งเรื่อง  หงีจำได้แค่ฉากที่มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า ตัวเค้าเป็น Fruitarian ผู้ซึ่งไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และกินเฉพาะพืชผักผลไม้ที่ตกจากต้นโดยธรรมชาติเท่านั้น  โดยการเด็ดผักผลไม้จากต้นโดยไม่ปล่อยให้หล่นเองถือเป็นการ ฆาตกรรม!!!! ( บ้าที่สุด ... แล้วไอ้ฉากน่ารักที่พระเอกดึงเวลาให้นางเอกอยู่กับเค้าให้นานที่สุดโดยชวนดื่มนู่นนี่ ทำไมจำไม่ได้!!)

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ... ประสบการณ์  จะเป็นตัวช่วยทำให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ... เช่น ก่อนหน้านี้  หงีคงดูเรื่อง Notting Hill ตอนเด็กมากๆ  ( แน่ล่ะ หนังปี 1999 อ่ะค่ะ )  หงีถึงไม่เข้าใจความโรแมนติก ความอบอุ่น ความน่ารักของการตกหลุมรัก ... แต่พอเมื่อวาน ( แน่นอน ... ปีนี้ก็ 32 ละ)  หงีเข้าใจทั้งหมด และเห็นว่า หนังเรื่องนี้นั้นเป็นหนังที่ดี  และอบอุ่นมากๆ

ซึ่งสอดคล้องกับคามเชื่อของคริสเตียนเราที่ว่า   พระเจ้ามีแผนการสำหรับเราทุกคน และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ... เรื่องนี้ ได้ตอกย้ำความเชื่อนี้... หงีไม่มีวันเข้าใจอะไรหลายๆอย่างถ้ายังไม่ถึงเวลา ... ในตอนเป็นเด็ก ยังไม่ต้องเข้าใจเรื่องความรัก  เราก็ไม่เข้าใจ ... เมื่อถึงเวลาที่สมควรแล้ว  เราก็จะรู้และเข้าใจทุกอย่างเอง :)

ขอบคุณที่อ่านจนจบ ... ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านค่ะ^^


Monday, May 16, 2016

เคลียร์ ชัด จริง ... สิ่งที่ CEO ต้องมี

ฮ้ายยยย ... เรามาเขียนเพิ่มอีกแล้ว ^^  เขียนสรุปซักหน่อยก่อนจะเข้าการเรียน Week ใหม่ กับอาจารย์ท่านใหม่
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ... หงีคิดว่า สิ่งที่หงีอยากจะเขียน และเชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลคนจำนวนมากที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน ให้เดินด้วยกันได้ เดินไปกับองค์กรได้  และนำพาองค์กรให้ไปในแนวทางที่ต้องการ ... นั่นคือ ตัว CEO เอง

อันดับแรกเลย CEO ต้องมี Vision ที่ชัด .. คุณจะเอาอะไร?  เป้าหมายในการทำธุรกิจของคุณคืออะไร?  ภาพที่คุณเห็นในอนาคตเป็นอย่างไร  และปัจจุบันนี้ คุณอยู่ตรงไหน ... เพื่ออะไร? 

1. เพื่อให้คุณทบทวนว่า แท้จริงแล้ว คุณเข้าใจตัวคุณเองดีจริงหรือเปล่า? คุณมีเป้าหมาย และเข้าใจธุรกิจของคุณจริงไหม?

2. เพื่อ Clear ความเข้าใจให้ตรงกันระหว่าง "คุณ" กับ "คนของคุณ"
    มนุษย์ไม่โง่ค่ะ  พระเจ้าประทานความสามารถในการคิดและเข้าใจมาในตัวของมนุษย์ทุกๆคน ... ดังนั้น  การที่เค้าเข้าใจว่า คุณต้องการอะไร? และตอนนี้เค้าอยู่ตรงไหน? แล้วจะต้องมุ่งหน้าไปทางไหน อย่างไร? เป็นสิ่งสำคัญมาก

ซึ่งถัดจากในเรื่องของ Business แล้ว ... การที่องค์กรต้องการ "คนอย่างไร" ( Type of people / Competency / Character / Behavior ) เป็นสิ่งที่คุณก็จะต้องเข้าใจด้วยเหมือนกัน
1. จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ ... คนของคุณต้องมีศักยภาพด้านไหน ขนาดไหนบ้าง?
2. พฤติกรรมของคนในองค์กรที่คุณต้องการนั้น  เป็นอย่างไร  ... เพื่อความสุขสบายใจในการอยู่ร่วมกันค่ะ  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าองค์กรของคุณเป็นองค์กรที่ต้องการคน active มากๆ  มี ambition  แต่คุณดันรับคน Chill เข้ามา ... ถามว่า  มันจะเดินไปด้วยกันอย่างไร?
3. การที่จะให้เค้าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  ทำงานเป็นทีมได้  และเดินไปกับองค์กรได้  เค้าต้องเป็นคนอย่างไร?  ยกตัวอย่างเช่น  คุณต้องการให้คนในองค์กรมีน้ำจิตน้ำใจให้แก่กัน  มีความสัมพันธ์ที่ดี  เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน  ถามว่า  ถ้าหากตอนคุณรับ คุณดูแต่ความสามารถ โดยไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าเรื่องนี้  มันก็ยากเหมือนกันนะคะ ที่จะถูกหวย แทงได้คนที่มีน้ำจิตน้ำใจอย่างที่ต้องการได้

สุดท้าย ... "คุณเป็นคนอย่างไร" เป็นสิ่งสำคัญมากๆค่ะ ... เคยได้ยินไหม?  หัวเป็นอย่างไร หางก็เป็นอย่างนั้น ... ตามนั้นเลย ... ป่วยการที่คุณจะสอนลูกน้องให้ขยัน  แต่ตัวคุณเองยังขี้เกียจ ... ป่วยการที่คุณจะสอนให้ลูกน้องซื่อสัตย์  แต่ตัวคุณเองยังมีวิธีการทำธุรกิจแบบเทาๆ ... ป่วยการที่คุณจะต้องการให้ลูกน้องมี Long term relationship กับองค์กร  ในขณะที่ตัวคุณเองยังทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน ... Character ของคุณ เป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น  มนุษย์นั้น เดินตาม "การกระทำ" ไม่ใช่ "คำพูด" ... ดังนั้น คุณควรสำรวจตัวเองให้ดีว่า คุณมีทัศนคติอย่างไรในแต่ละเรื่อง  ทั้งศีลธรรมคุณค่าภายในจิตใจ  การดูแลคน  การทำงาน  การเคารพคนอื่น  การมีน้ำจิตน้ำใจกับคนอื่น ... เหล่านี้ สำคัญทั้งสิ้นค่ะ ... โดยมัน Fake ไมได้ :)

มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสัญชาติญาณ .. หากในระยะแรก  เค้าจะยังจับไม่ได้ว่าคุณ fake ... แต่ไม่นานนักหรอก  เค้าจะจับได้เอง ... สันดาน ( ขออนุญาตใช้คำนี้เลย ) มันเปลี่ยนยาก ... อะไรที่มันไม่ Real มันทำไ้ด้ไม่นาน

ในบรรดา 3 ข้อที่เล่ามา ... หงีเน้นข้อที่ 3 ที่สุดค่ะ .. นั่นคือ Character และ Value ที่คุณ CEO ยึดเหนี่ยว ... ถ้าหากวันนี้  เมื่อทบทวนตัวเองแล้ว คุณพบว่า ยังมีทัศนคติในการทำธุรกิจ ในการดูแลคนไม่แฟร์  ... กรุณาปรัปรุงเสีย ... Sustainable Business นั้น หงีเชื่อเหลือเกินว่า นอกจากของดี ของโดนแล้ว Good Sincere Relationship นั้นสำคัญมาก

โพสต์นี้ ... เป็นการกลั่นกรองจากการเรียน และความเข้าใจจากการหาข้อมูล และประสบการณ์ของหงี ... หงีหวังว่า มันจะมีประโยชน์ต่อคุณผู้อ่านนะคะ ^^

สุดท้ายนี้ .. ขอขอบคุณ คุณ Mak Chew Camon ; Executive Director ; PacRim Group Thailand ... ผู้ซึ่งสละเวลา Coach แบบ One - on - One ในขณะที่หงีได้ใช้เวลาที่มีค่ามากๆที่ PacRim  ....  คุณมาคสอนสิ่งที่วิเศษหลายอย่าง  โดยคำสอนที่เปลี่ยนชีวิต และเปิดโลกของหงีเกี่ยวกับ Management & Leadership ที่สำคัญที่สุดคือ "Walk The Talk" ... หงีคิดว่า  วลีนี้อธิบายทุกอย่างแล้วจริงๆ

Thank you my reader ^^

ngee

รูปนี้อธิบายหัวข้อแรก :  ถ้า Direction คุณไม่เคลียร์  องค์กรคุณก็เดินแบบมั่วๆซั่วๆแบบรูปทางซ้ายค่ะ




Thursday, May 12, 2016

เข้าใจ 'HR' ซะใหม่ให้เลิกเชย

ฮ้ายยยยยย.... หงีไงงงงงงงงงง ;p
มาต่อกันตอนที่ 2 แล้วนะ ในเรื่องของ HR หุหุ ... ก็แบบนี้แหละ  มีไรน่าสนใจที่คิดว่ามีประโยชน์ ก็อยากจะเอามาแชร์นะ

เราคงปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า ทุกธุรกิจ วันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "คน" ... เพราะ "คน" คือ ผู้ขับเคลื่อนองค์กร ...  "คน" คือ เหตุผลที่เราดำเนินธุรกิจกันอยู่ทุกวันนี้

ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจเรื่องคน  โดยเฉพาะในคนระดับ CEO / ผู้บริหาร / เจ้าของ จึงสำคัญมาก ... คุณต้อง "เข้าใจ" จริงๆ  ทั้งคนนอกบ้าน (ลูกค้า , คู่แข่ง, Supplier) และคนในบ้าน ( พนักงานของคุณทั้งหมด)  ... ถ้าไม่เข้าใจคนนอกบ้าน  คุณจะแข่งขันอย่างไร?  และถ้าไม่เข้าใจคนในบ้าน  ... บ้านแตก แล้วองค์กรจะเดินต่อไปอย่างไร?

ในสมัยก่อน สมัยที่คนเรายังไม่มีความรู้มากนัก  สมัยที่โลก เปลี่ยนจาก ยคเกษตรกรรม เป็น ยุคอุตสาหกรรม ... เราต้องการมนุษย์ส่วนใหญ่มาทำงานเพียงเป็น Skill Labor ... แต่ Hello .. โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ... ปัจจุบัน  เราต้องการมนุษย์ทีมีความรู้ความสามารถมากขึ้น  ใช้ความคิดมากขึ้น  เข้าอกเข้าใจคนมากขึ้น ... ทำงานที่มันละเอียด ซ้ำซ้อนมากขึ้น ... และด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์  คนที่ฉลาดมากขึ้น ... เค้าก็ต้องการอะไรที่มัน "มากขึ้น" .. แน่นอน  มากกว่า "เงินทอง" แน่ๆล่ะ

จากการเรียนมา 2 Class ( แหม ... เกริ่นมาซะอย่างกะเรียนมาเยอะ ... มองบน )  บวกกับการหาข้อมูลเพิ่ม และวิเคราะห์เอง ก็ได้ความรู้เรื่อง สถานการณ์ปัจจุบันของเรื่องทรัพยากรมนุษย์ และ งานที่เปลี่ยนไปของ HR  ซึ่งก็จะขอสรุปให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้

1.  Globalization - Talent Scarcity
     เพราะโลกมันแคบลงค่ะ :) รวมถึง  ความสะดวกในด้านกฎหมาย ที่ คนเก่ง สามารถทำงานได้ทั่วโลก ในขณะที่ การแข่งขันทางธุรกิจก็รุนแรงยิ่งขึ้นๆ ทำให้ Demand ของคนเก่งนั้นมีมาก ในขณะที่ โลกนี้ สร้างคนเก่งมาไม่ทัน  และแถมยังไม่พอ  คนเก่งยัง Move ไปนู่นไปนี่ไ้ด้ตามใจ  เค้ามี Choice มาก  ดังนั้น  วันนี้ ... คุณต้องลองคิดล่ะ .. ทำไมคนเก่งเหล่านั้นต้องมาอยู่กับคุณ?  อ่ะคิดให้ดีๆ

2.  Who to acquire?
     เอาล่ะ ในข้อนี้ ... จริงๆต้องเริ่มตั้งแต่คุณสำรวจ องค์กร และตัวคุณเองก่อนเลย .. คุณต้องมี Vision & Direction ให้แน่ ... องค์กรคณต้องการจะไปยังไง  และคุณต้องการคนแบบไหน .. ซึ่งมันไม่ใช่แค่ด้าน ความสามารถหรอก  ด้านคาแรคเตอร์ คุณก็ต้องคิดถึงด้วย ... คุณอยากได้มั้ย?  คนเก่งมากๆ แต่ทำงานเป็นทีมไม่ได้น่ะ?  หรือเก่งมาก ทำงานเป็นทีมได้  แต่มาทำงานเพื่อแลกเงินโดยเค้าไม่ได้ให้ใจกับองค์กร

3. How to engage?
    อย่างที่บอกนะคะ ... คนเก่งมันขาดแคลน ... ถ้าหากคุณไม่เข้าใจเค้า  ต่อให้ Step แรก  คุณเอาเค้ามรร่วมงานได้  แต่บอกเลย  Engage มันเป็นอีกเรื่องเลยนะ ... คุณต้องเข้าใจมนุษย์ปัจจุบัน ว่า เค้าต้องการอะไร?  และคนแต่ละคนเองจริงๆแล้วก็มีความต้องการ  มีแรงจูงใจ  มีเป้าหมายชีวิตที่ต่างกัน ... นี่ยังไม่นับรวม วัยที่ต่างกัน  ก็ทำให้มีความชอบ  มีความจำเป็น  มีความต้องการที่ไม่เหมือนกันด้วย .. ซึ่ง คุณ  จะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า เค้าต้องการอะไร?

4. งาน HR ไม่ใช่แค่ทำเงินเดือน  วันลา ดูแลกฎระเบียบ แต่เป็น Total Package ในการดูแลคน
    งานด้านทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบัน ... มันเริ่มตั้งแต่ คุณต้องเข้าใจตัวธุรกิจของคุณ  รวมถึงต้องเข้าใจ Stage ในปัจจุบันที่ธุรกิจอยู่  รวมถึง Vision และ Direction ด้วย  ถึงจะรู้ว่า  บริษัท ต้องการคนแบบไหน  หลังจากนั้น  ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยค่ะว่า คนประเภทนั้นน่ะ  เราจะดึงดูดเค้ามาร่วมงานกับเราได้อย่างไร  และเมื่อเค้าเข้ามาแล้ว  ก็ต้องดูแลผลประโยชน์ แนวทางในการพัฒนา  รวมถึงมองทางในการเจริญเติบโตให้เค้าด้วย  ... ไม่ใช่แค่  ลงประาศรับสมัคร รอคนมาสมัคร สัมภาษณ์  สักแต่รับๆมาโดยดูแค่ความสามารถในการทำงาน  แล้วหลังจากรับมาแล้ว ก็ปล่อยให้ทำงาน โดยไม่เคยมาดูดำดูดีว่า เค้ายังทำงานอย่างมีความสุขมั้ย?  เค้าอยากจะโตไปแบบไหน?  ผลประโยชน์อะไรต่างๆที่ให้กับเค้า มันแฟร์หรือเปล่า ... เรียกง่ายๆ คือ  คิดตั้งแต่จะดึงดูดอย่างไร  เมื่อได้เค้ามาแล้ว ก็ต้องมีแผนการดูแลและพัฒนาให้เค้าเก่งขึ้น  อยู่ได้อย่างมีความสุข และทำงานที่ดีให้ริษัทไปยาวๆ

5. Talent Mobility
     ข้อนี้  หงี Buy in มากๆ  หงีเชื่อว่า มนุษย์ นั้นมีศักยภาพมากเหลือเกิน  และเราจะทำอะไรก็ทำได้ .. ดังนั้น  หงีเชื่อมากว่า  คนเก่ง  ให้ทำอะไรก็ทำได้ ... เพราะฉะนั้น HR สมัยใหม่ เค้าจึงบอกว่า  ให้เอาคนเก่งไปลองทำงานต่างๆ อยู่ในตำแหน่งต่างๆ ให้หลากหลาย  ในมุมหนึ่ง ก็คือให้เค้าได้ลองเพื่อให้ได้รู้  เพื่อจะได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร  อะไรเหมาะ อะไรไม่เหมาะ  และในอีกมุมหนึ่งก็คือ  เอาคนเก่งๆไปงานในหลายๆด้าน  มันก็ได้งานดีๆในหลายๆด้านนั่นแหละ

6. IT play important role  ( ข้อนี้  เหล่า StartUps ข้ามได้เลยนะคะ )
    ถ้าคุณเข้าใจมนุษย์   ข้อนี้ เข้าใจไม่ยากหรอกค่ะ ... คนปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว  Lifestyle ติดอยู่กับ Mobile & Social Network มาก และ IT  ไม่ใช่ยาขมอีกต่อไป ... ดังนั้น  การ Attract Talent จึงสามารถทำผ่าน Social Network ก็ได้  เช่น  การสร้าง Brandให้น่าสนใจ ให้คนเก่งๆ อยากจะมาทำงานกับเรา ... ไปจนถึง  การใช้ Social Network เช่น FB page ของบริษัทในงาน HR  อย่างเช่น จะประกาศคุณงานความดีใคร ก็ทำมันลงบนเพจของบริษัท  อะไรงิ ... รวมไปถึงการมองหา Talent ผ่านทาง Linkedin เป็นต้น

7.  Re-skilling HR
      การปรับทักษะ  ก้าวตามให้ทันโลกอยู่เสมอค่ะ ... อะไรเป็น Best Practice , Best Tool หูตาสมอง ต้องไว ต้องกว้างไกล   และต้องเป็นคนทันโลก ทันพฤติกรรมมนุษย์ค่ะ

เฮ้ยยาวอ่ะ ... ไม่คิดว่า นอกจากเรื่องหุ้นแล้ว จะสามารถเขียนอะไรได้ยาวๆแบบนี้  555+

ลองดูนะคะ  จริงๆ Post นี้  หงีคิดว่าคนที่ได้อ่านเยอะๆ น่าจะเป็นพวก เจ้าของ  CEO หรือ ทั่นผู้บริหาร ทั้งหลาย ... คุณควรจะเข้าใจเรื่องการดูแลบริหารจัดการคนให้ถูกต้องได้แล้ว  ...  คุณควรมี Mindset ที่ถูกต้องเรื่องคนด้วย  คุณควรรู้ว่า มนุษย์นั้นฉลาดและมีศักยภาพมาก ... อย่า Attract คนเก่ง  โดยไม่ดูคาแรคเตอร์  หรือเมื่อได้เค้ามาแล้ว ก็อย่าปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลจิตใจ  ไม่สนใจอนาคตเค้า ... คนเก่ง อยู่ที่ไหน ทำอะไรก็ได้นะคะ :)

เอาล่ะ  เลิกเชย แล้วลองสำรวจวิธีคิดตัวเอง  และ องค์กรตัวเองได้แล้ว

หงีหวังว่า  โพสต์นี้จะมีประโยชน์เช่นเคย ^^

Good night world



   

Tuesday, May 10, 2016

Human Resource Management และ HR in M&A Case :)

Halo หงีเอง :) จำกันได้มั้ย?  ... ยังน่าาาาา ยังไม่ตายยยยย  แค่ไม่ได้เขียนนาน 555+

ที่ไม่ได้เขียน ก็ไม่ใช่อะไรนะคะ ... ไม่มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจอยากจะแชร์  ... แต่วันนี้ค่ะ  หงีกลับมาแล้ว!!! หึหึหึ ... ในหัวข้อ ที่ถือว่า เป็นเรื่องใหม่อีกเรื่องของชีวิต นั่นก็คือเรื่องของ Human Resource Management

แต่ไหนแต่ไรมา  ไม่เคยสนใจนะคะเรื่องของคนเนี่ย ... มาจากสาย Finance ค่ะ  ... และงานที่ทำก่อนสาย Finance นั้น  ก็ .. คือตอนนั้น เด็กมาก  ไม่สนใจหรอกค่ะ  บริหารทรัพยากรมนุษย์อะไร

ด้วยเนื้องานในสาย Finance เป็นการ วิเคราะห์ธุรกิจ ... การประเมินมูลค่ากิจการ .. ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการวิเคราะห์ทาง Business ทั้งสิ้น  โดยไม่ได้แตะถึงเรื่องคนเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตามค่ะ  เริ่มสนใจ และให้ความสำคัญ เมื่อทำ VC ค่ะ... ในตอนนั้นมีคำถามนึง ที่เอ๊ะ ขึ้นมาในใจว่า เฮ้ย ไอ้กิจการที่เรากำลังประเมินอยู่เนี่ย จริงๆแล้ว  สิ่งที่เป็นหัวใจหลัก คือ "คน" นะ ... ถ้าขาด "คนที่มีความสามารถ" หรือ ผู้บริหาร หรือ CEO คนปัจจุบันไปแล้ว  ก็เท่ากับ พื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนเลยนะเว่ย!!!

นั่นเป็นแค่ เอ๊ะ แรก .. แต่ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไรกับเอ๊ะนั้น ...  ต่อมาค่ะ .. พระเจ้า ได้ให้โอกาสเข้าไปเรียนรู้งานในบริษัทที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนาบุคคลากร  หรือ HR Consult นั่นแหละ  ... แต่เจ้าเนี้ยะ เค้าเน้นสาย Training & Development  ไม่ใช่สาย "ประเมินศักยภาพ" หรือ "ค้นหา Core Competency"

แล้วก็ได้เริ่มเห็นเลยค่ะว่า  บริษัทใหญ่ๆนั้น  ให้ความสำคัญกับเรื่องของ HR แค่ไหน ... และทำไม บริษัทเหล่านั้นถึงให้ความสำคัญเรื่องคน

Logic นั้นเลย ... ธุรกิจ มันจะขับเคลื่อนไปได้  ก็เพราะ "คน" ... ถ้าหากองค์กรมี "คนเก่งมีความสามารถ และมีศักยภาพ" ซึ่งเป็น "คนดี" คนรักองค์กรแล้วเนี่ย ... บอกได้เลย  มันยิ่งกว่ากระโดดซะอีก!!!

จากที่นี่ เราเริ่มสังเกตุบริษัทหลายๆบริษัท .. แล้วก็ได้เห็นเลยว่า ในบริษัทที่มีปัญหาเรื่องคน  เช่น  คนขาด,  ศักยภาพพนักงานไม่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร  หรือแม้กระทั่ง  การ Engage พนักงานเก่งๆไว้ไม่ได้  นั้นเนี่ย ... มันหายนะขนาดไหน ... บางบริษัท  ถึงกับต้องปิดตัวลงเลยก็มีนะคะ  i_i

ปัจจุบัน ... เมื่อมาดูแลกิจการส่วนตัว  ( ออกตัวก่อน ... เป็นกิจการที่มีหุ้นส่วนนะ  ไม่ใช่ของเราคนเดียว) ... เราแบ่งงานกันทำ  ... แต่ในส่วนของ IT/ Analysis / HR ไม่มีใครทำ ... เราก็ รับหน้าที่  ในโทษฐานที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านนี้ ... มากกว่าคนอื่น หน่อยนึง  i_i

หงีเห็นว่า  เรื่องที่เป็นสิ่งสำคัญมากและต้องทำเร่งด่วน คือเรื่องของคนเลยค่ะ ... บริษัทเรา อยู่ใน Step กำลังเติบโต  ดังนั้น  การคัดเลือกคนที่เดินไปกับเราได้  พัฒนาเค้า  และ Engage เค้า เป็นเรื่องที่สำคัญมาก  และเป็น Challenge ที่หงีสนุกกับมัน และต้องการจะทำให้สำเร็จ ให้ได้ดีที่สุด ... หงีทำอยู่ซักพักใหญ่แล้วค่ะ แล้วก็เลยคิดว่า เฮ้ย ถึงเวลาละ  ต้องหา "หลัก" และ ต้องเข้าใจมันจริงๆซักที

วันนี้ ... เป็นวันแรก ที่หงีเข้าเรียน Mini Master in HR Management ของ จุฬาลงกรณ์  ... วันนี้ ปูพื้นเรื่อง Strategic HR คืออะไร  ... ซึ่งมันไม่เกินความเข้าใจของคนที่เป็น Management หรอกค่ะ ( นี่นั่งคิดอยู่นานนะว่า ใช้คำนี้ มันจะดูโอ้อวดโอหังไปไหม ... แต่ ... มันคือ คำที่เคลียร์ที่สุดละ .. ขออนุญาตใช้ละกันนะคะ) ... มันคือ  การความต้องการด้านมนุษย์ของบริษัทนั่นแหละ  ที่ ต้องการคนแบบไหน ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และแนวทางในการทำธุรกิจ

สิ่งที่มนุษย์สาย  Non People อย่างเรา ... พึ่งได้ทราบวันนี้เองค่ะว่า อันที่จริงแล้ว งานด้าน HR นั้นมี วิวัฒนาการ นะคะ
1. ในยุคแรกๆ  HR มีหน้าที่ดูแลเรื่องของ เงินเดือน วันลา Benefit อะไรต่างๆ ซึ่งเป็นงานด้าน Admin ทั้งสิ้น
2. เมื่อเวลาผ่านไป  HR ก็เริ่มเป็นตัวกลาง ในการเชื่อมให้มีปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร การแชร์ Knowledge อะไรต่างๆในองค์กร เพื่อเกิดการทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น
3. ในยุคถัดมา ... HR ,มีหน้าที่ บริหารทรัพยากรมนุษย์  ให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด  คือ  คนๆนึง ใช้ให้คุ้มอ่ะ
4. ยุคปัจจุบัน ... HR เป็น Human Capital Management ... การใช้คำว่า Capital นั้น ... ในฐานที่อยู่ในสายลงทุน  มันทำให้เราเห็นภาพว่า  มนุษย์ นั้น เหมือนกับ "ทุนทรัพย์" ... ซึ่งคือ สิ่งตั้งตั้นที่เรานำไปลงทุน ให้งอกเงยขึ้นมา ... นั่นหมายความว่า เมื่อ 'ใส่' เค้าลงไปในธุรกิจแล้ว เค้าทำให้ออกดอกออกผลงอกเงยเป็นจำนวนมาก ... คน 1 คน  เราสามารถ Train & Develop รวมถึง Unleash ศักยภาพของเค้าออกมา  เพื่อทำให้ผลของการลงทุนนนั้นงอกเงยมากๆได้  ( เฮ้ย ... ทำไมฟังดู  มันไม่ค่อย People Oriented เลยวะ ... เอาน่ะ  มันแค่ภาษา  ... แต่ Mindset ของหงี คือ  หงีรู้นะว่า มนุษย์ คือ มนุษย์ คือ มีชีวิตจิตใจและความคิด ไม่ใช่แค่ "ทรัพยากร" ที่ต้อง Squeeze เอาออกมาให้ได้มากที่สุด :))

นอกจากนี้ ... งานที่สำคัญของ HR ในปัจจุบันนั้น  ไม่ใช่การทำงาน Admin คือ พวก Payroll วันลา Benefit อะไรต่างๆละ  ... แต่เป็น
1.  Performance Enhancement  คือการพัฒนา และ ปลดปล่อยศักยภาพ ให้เค้าทำงานได้ดียิ่งๆขึ้นไป
2.  HR Strategy คือ  การหา ดูแล และพัฒนาคน ให้ Align ไปกับ Direction ขององค์กร

มาถึงตรงนี้ ... หงีว่า  Concept มันง่ายนะ ... แต่สิ่งสำคัญ คือ การนำไปปฏิบัติ หรือ Execution ต่างหาก ... CEO หรือ ผู้บริหารหลายคน ... ยังมี Mindset ที่อาจจะไม่ถูกต้องนักอยู่ คือ  ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  และขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องคนอยู่มาก!!!!

วันนี้ จะขอเกริ่นนำแค่นี้แหละในเรื่องของ Basic Understanding ... แล้วจะขออนุญาตมาเล่าเพิ่มเติมในตอนต่อๆไป

สุดท้ายนี้ จะขอจบด้วย Case HR in M&A ค่ะ :) ( รู้นะ ... รออ่านอยู่  หึหึ )

พอดีอาจารย์ท่านเคยอยู่บริษัท HP นะคะ  ซึ่งเป็นบริษัทนึงที่มีการซื้อ ควบรวมกิจการอยู่หลายๆครั้ง และแกก็อยู่ในช่วงเวลาเหล่านั้นพอดี  ... หงีเลยยกมือถามแก  ให้แกแชร์ค่ะ ว่า  ในตอนที่ HP นั้น ซื้อบริษัทชื่อ EDS  นั้น  งานของ HR ต้องทำอะไรบ้าง?

แกเล่าคร่าวๆค่ะ และเล่าเร็วมาก  '-_-! ( คงกลัวเวลาหมด )  .... แกบอกว่า ในตอนนั้น ทีม HR เอง  ต้องไปศึกษาค่ะว่า  Culture ของ EDS เป็นอย่างไร  คนของเค้าเป็น Type ไหน และใครที่เป็น Critical Person  ซึ่งก็คือ  คนที่ขาดเขาไม่ได้ ธุรกิจจะเดินไปไม่เหมือนเดิมหากไม่มีคนเหล่านี้ i_i

จากนั้น จึงศึกษาคนที่เป็น Critical Person เหล่านี้ .. แน่นอนล่ะ เค้าเป็นคนแบบไหนเอย (Type) , เค้ามีวิธีคิดและทัศนคติอย่างไรเอย (Mindset) , ความต้องการเอย (Needs&Want) , รวมไปถึง แรงจูงใจของเค้าในการทำงานโดยรวม ( Motivation)  และการทำงานที่ EDS เอย ...  เพื่อที่จะเข้าใจคนเหล่านี้ให้ดี .. แล้วจึงพยายามเจรจา, Offer และ Engage พวกเค้าให้ยัง Run Business อยู่หลังจาก Merge กันให้ได้!!! ( เฮ้ย ... แค่ฟังก็เหนื่อยละ ... ทำความเข้าใจมนุษย์เนี่ยนะ????  ไม่ง่าย และชวนปวดหัวแน่ๆ i_i )

ส่วนคนอื่นๆที่ไม่ใช่คนเหล่านี้ ... ก็ ยื่นขอเสนอไป .. อยู่ก็อยู่  ไม่อยู่ ก็ไม่ซีเรียส

นี่คือ สิ่งที่แกเล่า ... เออ  เข้าใจ Concept นะ ... แต่ หงีคิดว่า ของจริง แม่ง Technical เยอะแน่ ... คนที่ทำเรื่องนี้ได้ ต้องเป็นคนที่เข้าใจคน  มีความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาที่ดีมากๆ  รวมไปุถึงต้องรู้เทคนิคการต่อรองเจรจา และการจูงใจคน

หึหึหึ ... สนุกดีนะ สำหรับ Class แรก ... Class ต่อไปก็วันพรุ่งนี้ล่ะ ... แล้วมีอะไรที่น่าสนใจ  ก็จะเอามาฝากอีกนะ ... แล้วแวะมาเยี่ยมกันใหม่นะ นะ นะ นะ นะ หุหุ

Good night world :)


Saturday, March 5, 2016

My better body 1 : ประสบการณ์การใช้ยาบล็อคไขมันและแป้ง

สวัสดีค่ะทุกท่าน ... วันนี้มาเรื่องเบาๆกันโนะ  หุหุ

วันนี้หงีอยากจะแชร์เรื่องการดูแลร่างกายค่ะ^^

ก่อนอื่น ขอแชร์ Background ซักนิด ...
1. เป็นคนชอบทานของอร่อยค่ะ
2. แต่ก็มีวินัยในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เพราะต้องการดูแลสุขภาพให้ดี
3. ทำอาหารเองบ้างเท่าที่จะสามารถทำได้ เพราะเราควบคุมได้หมดว่า อยากทานอะไร รสชาติแบบไหน  และต้องการปริมาณ แป้ง โปรตีน ไขมันเท่าไหร่

ด้วยนิสัยส่วนตัวแบบนี้  ก็เลยทำให้เป็นคนไม่อ้วนค่ะ ... แต่ ไม่ได้หุ่นดี ผอมเพรียว  ... และ มีบางช่วงที่ทานเพลิน น้ำหนักก็ขึ้นมาบ้างตามธรรมชาติ (ลงโทษ)

ทีนี้ ... ด้วยวัยในปัจจุบันก็ เลข 3 แล้ว ( i_i ) การเผาผลาญมันก็ไม่เท่าเดิมนะคะ  และกิจวัตร ก็ไม่ค่อยได้ขยับมากเท่าเมื่อก่อน ก็เลยทำให้ราวๆ กลางปีที่แล้ว น้ำหนักขึ้นพรวด 3 กิโล แล้วเอาไม่ลง ....  i_i

เอาจริงๆ ตัวเลข 3 กิโล ... บางคนอาจคิดว่า เฮ้ย นิดเดียว  ถ้าตั้งใจจริงๆ มันไม่ยากหรอก 3 โลน่ะ

ขอบอกเลยนะคะว่า  สำหรับผู้หญิงอายุเลข 3 ที่ชอบรับประทานอาหารอร่อยนั้น ... มันยากมากค่ะ!!!

มันเริ่มจากตรงนั้นค่ะ ... จริงๆ ก็ต้องโทษตัวหงีเองด้วย ที่ความยับยั้งชั่งใจในการรับประทานของอร่อย "ต่ำ" มาก!!!! ... เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะมีวินัยในการออกกำลังกายแค่ไหน  แต่ถ้าคุณกินมากกว่าที่เอาออก แน่นอน น้ำหนักมันก็พอกพูนอ่ะค่ะ  ( ถ้าใครเคยทานข้าวกับหงีก็จะทราบค่ะว่า  ลักษณะนิสัยในการรับประทานนั้น  ถ้าเจอของชอบก็ไม่ธรรมดาทีเดียว i_i )

ด้วยความยับยั้งชั่งใจต่ำ แต่ยังออกกำลังกายเท่าเดิม ทำให้น้ำหนักไม่ยอมลด  และ ทำให้เกิดภาวะ "สติหลุด"!!!

จากไม่เคยใช้ยามาก่อน ... เริ่มอยากลอง ... อันนี้ขอบอกก่อนว่า  เป็นวิจารณญาณและความเห็นส่วนบุคคล ที่หงีไม่ชอบใช้ "ยา" ในการลดน้ำหนัก และดูแลรูปร่าง ... ดังนั้น  การหันมาใช้ยาสำหรับหงี จึงเปรียบเสมือนการ "สติหลุด" ขั้นสุด!!!!

ทีนี้ ... แม้จะอยากใช้ยา แต่ทราบดีว่า "ยาลดความอ้วน" นั้นไม่ใช่ทางออกแน่นอน ... บวกกับรู้ว่า เหตุที่แท้จริงของน้ำหนักที่มันพุ่งขึ้นมาเนี่ย คือ "การกิน" ดังนั้น  จะแก้ปัญหา ต้องแก้ที่่ต้นเหตุ!!!

เมื่อลองหาข้อมูลดู ก็พบว่า มียาบางประเภทที่สามารถบล็อคไขมันได้ และได้รับการยอมรับจาก FDA จึงเชื่อได้ว่า มันน่าจะปลอดภัย ... เมื่อพบแบบนี้แล้ว  หึหึหึ  เหมือนเห็นทางสว่างค่ะคุณขา ... ลอง Search ดู  อู๊ยยยย มีเต็มท้องตลาดค่ะ  จะเอายี่ห้อไหน ... และตามคาดค่ะ ... ดิฉันก็ "จัด" มาใช้บริการ :)

ผลของยา :   ที่เห็นๆน่ะ  บล็อคไขมันจริงๆ  เพราะมันออกมากับอุนจิค่ะ  (แหม่ ... ถ้าทานข้าทานขนมอยู่  คงพุ่งพรวดเลย  ต้องขออภัยนะคะ ^^ ) แต่บล็อคแป้งหรือเปล่าไม่รู้

ทานยาแล้ว .. น้ำหนักลงค่ะ  แต่ "เพลีย" เพราะนอนไม่หลับค่ะ ( อันนี้ อาจไม่ได้เป็นทุกยี่ห้อนะคะ )   และรู้สึกได้เลยถึงความไม่สะดวก  เพราะ หลังอาหารทุกมื้อ  ต้องหาห้องน้ำเลย ( อันนี้ทุกยี่ห้อที่ลอง เป็นหมด)  i_i  แต่ก็ทนใช้ค่ะ  จนน้ำหนักลดมาได้ระดับที่ต้องการ  ก็หยุด

อย่างไรก็ตามค่ะ ... ด้วยความชอบรับประทาน  ไม่นานนัก  น้ำหนักก็กลับขึ้นมาอีก ... เดือดร้อน ต้องใช้บริการยาแบบนี้อีก ... คราวนี้  มันก็ลงอีก ... ทำแบบนี้อยู่ 4-5 ครั้ง

จนระบบร่างกายเริ่มพังๆ ... หงีก็เริ่มคิดได้ ... เฮ้ย
1. นอนไม่หลับนี่คือ มันเล่นกับระบบประสาทแล้วนะ
2. กินอาหารปุ๊บ ห้องน้ำปั๊บ ... ระบบขับถ่ายมันจะพังไหมเนี่ย

เมื่อคิดได้แบบนี้ ... หงีก็หย่าขาดค่ะ ... ตอนเริ่มหย่าขาดแรกๆ  หงีรู้เลย  ระบบขับถ่ายหงีไม่เหมือนเดิม  และร่างกายอ่อนเพลียมาก ถึงขั้นจะวูบอยู่บ่อยๆ ... หงีเรียนรู้แล้วว่า อะไรที่มันไม่ธรรมชาติ  มันมีผลเสียต่อร่างกายจริงๆ  ( อาจจะเป็นที่ร่างกายหงีคนเดียวก็ได้นะคะ  คนอื่นอาจไม่เป็น )

ดังนั้น ... หงีเลยเลือกเปลี่ยนวิธี ... หันมาควบคุมสิ่งที่ทำยากหน่อย  แต่ปลอดภัยแน่ๆ คือ  "เลือกอาหารที่รับประทาน"  และ "อย่าตามใจปากมากเท่าเดิม"

หงีเริ่มจากหยุดยา แล้วทานปกติก่อน  แล้วจึงเริ่มทำอาหารกินเองบ่อยขึ้น  อย่างน้อย วันละ 1 มื้อ ... ทำมา 2 เดือนได้แล้วค่ะ

ทำอาหารทานเองเดือนแรก  ไม่เข้มงวดอะไรมาก  ยังคงทานแป้ง ไขมัน Junk food อยู่บ่อยๆ
ออกกำลังกายเบาๆตามปกติค่ะ คือ เน้นเข้า Class Body Combat / Body Jam สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
น้ำหนักลงน้อยมาก ... แต่สุขภาพค่อยๆดีขึ้น จนกลับมาเป็นปกติ
ไม่มีอาการนอนไม่หลับ ไม่อ่อนเพลีย ระบบขับถ่ายเริ่มปกติ

มาเดือนนี้ ... หงีทำอาหารเองบ่อยขึ้น
มื้อหลัก :  บางวันก็ทานอาหารที่ทำเองทั้งหมด  ควบคุมปริมาณไขมันและคาร์โบไฮเดรตอย่างเคร่งครัดอาหารว่าง :  เน้นผลไม้  ถั่ว  น้ำเต้าหู้  โยเกิร์ต
ของอร่อยที่ชอบ :  ยังคงทานตามที่อยากอยู่ แต่น้อยครั้งลง ... และเวลาทาน จะมีสติมากขึ้น ไม่กินจนอิ่มแน่น
ออกกำลังกายมากขึ้น ... ยังเข้า Class Body Combat / Body Jam สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เหมือนเดิม
แต่เพิ่มเติมคือ  หงีใช้เทรนเนอร์ด้วย  สัปดาห์ละ 2 วัน ... วันละ 2 ชม. ค่ะ
น้ำหนักลงอีก  แต่ไม่มากนัก ... แต่ รูปร่างเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ( ยังไม่หุ่นดีหรอกนะ  '-_-  แต่ดีขึ้น )

โดยสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัว ...
- ยาใดๆที่ไปเล่นกับระบบการทำงานของร่างกาย  ไม่เวิร์คสำหรับหงี
- การควบคุมอาหาร เป็นปัจจัยหลักในการลดน้ำหนัก
- การออกกำลังกาย  สำคัญไม่แพ้การควบคุมอาหาร  เพราะทำให้รูปร่างดูดี  เฟิร์ม ตึง ไม่เหี่ยว!!

ข้อควรระวัง :
1. อย่างดคาร์โบไฮเดรต  เพราะ ร่างกายต้องการพลังงาน และ สมองต้องการ "น้ำตาล"
    การที่ "น้ำตาล" ในกระแสเลือดต่ำ  จะส่งผลให้หงุดหงิด อารมณ์เสีย  สมองตื้อได้ค่ะ
2.  อย่างดไขมัน  ... นี่หงีกินไขมันน้อยมากๆมาแค่ 8 วันเท่านั้น    Effect เกิดขึ้นแล้ว คือ ผิวแห้ง แบบรู้สึกได้เลย  i_i

Week นี้  สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ  ปรับอาหารการกิน โดยเพิ่มไขมันดีลงไปให้มากขึ้น :)

หงีหวังว่า คนอ่าน จะลองทบทวนวิธีดูแลร่างกายของตัวเองดูนะคะ  และถ้าหากสาวๆ อยากจะลองลดน้ำหนัก  หรือ ดูแลรูปร่าง  ก็ลองเอาวิธีหงีไปใช้ได้ค่ะ ยินดีมากๆ

สุดท้ายนี้ ... หงียังเชียร์ให้รับประทานอาหารที่อร่อย ที่คุณชอบกันต่อไปนะคะ ... เพราะอาหารอร่อย คือ ความสุขอย่างหนึ่งที่มนุษย์จะสามารถมีได้  :)  และหงีเอง ก็เอาดีทางนี้เช่นเดียวกัน  แฮ่!!!
แต่ก็ฝากการดูแลตัวเองในมื้ออื่นๆนอกเหนือจากมื้ออร่อย  และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ^^

แล้วครั้งหน้า  หงีจะเอาเมนูอาหารง่ายๆ  ที่ดีต่อสุขภาพ และมีปริมาณแคลอรี่ไม่สูง  ซึ่งหงีทำทานเองมาแชร์นะคะ^^  แล้วคุยกันค่ะ

Sunday, February 28, 2016

Valuation : Relative Valuation (Basic)

หลังจากยกเวทสำหรับ หน้าแขน หลังแขน และหัวไหล่ + Plank to the limit ไปอย่างละ 4 เซ็ท ต่อด้วย Hula Hoop อีก 30 นาที ในขณะที่ดูหนังเรื่อง Million Dollar Arms ก็ได้เวลามาเขียนเล่าความเรื่อง Valuation ต่อ หุหุ

อาจฟังดูบ้าพลัง ... อ่อ ... ลืมไป ... เมื่อเช้ามี BodyJam ที่เต้นอย่างบ้าคลั่ง 1 ชม. ด้วะ ^^! เขินจัง

คือ ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ ... อยากจะลองดูน่ะ ... ก่อนหน้านี้ เป็นคนมีวินัยในการออกกำลังกายจริง เพราะชอบกิน ... แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับรูปร่างมากนัก ...  มาช่วงนี้  ไม่รู้อะไรดลใจสิน่า ... อยากจะลอง "ใส่ใจ" เอาจริงเอาจังกับร่างกายดูซักที  ... อยากจะรู้ค่ะว่า ถ้าดูแลจริงๆ  รูปร่างที่ดีกว่านี้ จะเป็นยังไง ... ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องนี้แบบเต็มๆให้ฟังนะ  ว่าทำอะไรบ้าง

ตอนนี้เรามาต่อเรื่อง Valuation กันหน่อยดีกว่า ... การประเมินมูลค่าแบบนี้ ก็เป็นแบบที่ 3 แล้วนะคะ ที่หงีเขียนถึง ... แปลเป็นไทย Relative Valuation ก็คงจะแปลว่า การประเมินมูลค่าเชิงความสัมพันธ์ ( เออะ ... งงไปใหญ่ป่ะ '-_-)  เอาเป็นว่า  หงีขออนุญาตทับศัพท์ละกันนะ

Relative Valuation นั้น ... จะนำ "ราคา" หุ้นของบริษัท มาประเมินดูความสัมพันธ์กับ Factor อื่นประกอบ เช่น  Price to Earning  จะดูมูลค่า  โดยดูความสัมพันธ์ของ "ราคา" กับ "ผลกำไร" ( Earning ) ,  Price to Book Value ดูมูลค่า โดยดูความสัมพันธ์ของ "ราคา" กับ "มูลค่าทางบัญชี" (Book Value) เป็นต้น

ทำไมต้องเอาราคามาดูความสัมพันธ์กับ Factor อะไรใดๆอื่นๆด้วย?  เยอะอ่ะ  น่ามคาน (ขออนุญาตภาษาวิบัติสักนิด)
ตอบ    ราคาหุ้นบริษัทไหน มันแพงกว่าบริษัทไหน จะดูให้ Make Sense เราคงจะประเมินกันดื้อๆแต่เพียง "ราคา" ไม่ได้  เช่น   ราคาหุ้น ร.พ.A  10 บาท  กับ  ราคาหุ้น ร.พ. B  5 บาท ... ดูหยาบๆ  10 บาท มันแพงกว่า 5 บาท .. แต่เดี๋ยวก่อน!  คุณขา ... มันเปรียบเทียบกันแบบนั้นไม่ได้ค่ะ  มันไม่ใช่ apple to apple ... เอาง่ายๆ  ถ้า ร.พ.A เป็น บำรุงราษฎร์  แล้ว ร.พ.B เป็น ร.พ. วิภาวดี ... มันไม่ apple to apple ถูกไหมคะ?

ดังนั้น  ถ้าจะให้เข้าท่าเข้าทาง  ( Make Sense ) เราจึงควรนำ "ราคา" มาดูความสัมพันธ์กับ Factor ที่ต้องการพิจารณา เช่น ผลกำไรของบริษัท อย่างที่พูดถึงไปในข้างต้น ...  เพื่อ "ปรับ" ให้เรา สามารถ เปรียบเทียบ ราคาหุ้น ของบริษัทหนึ่ง กับ อีกบริษัทหนึ่งได้  โดย Bias น้อยลง

แน่นอน ... สมมมติ  บำรุงราษฎร์  กำไรต่อหุ้นต่อปีอยู่ที่ 2    บาท  เปรียบเทียบกับ
                                       วิภาวดี  กำไรต่อหุ้นต่อปีอยู่ที่ 0.5 บาท
ราคาหุ้นของทั้ง 2 ร.พ. ... ก็ไม่ควรเท่ากัน ถูกไหมคะ?  เพราะเราเป็นผู้ถือหุ้น ... สิ่งที่เราจะได้จากบริษัท ก็ "ปันผล" จากผลกำไรนั่นล่ะ ... เพราะฉะนั้น กำไรมาก ปันได้มาก กำไรน้อย ปันได้น้อย ... ฉันใด ฉันนั้น  .. กำไรมาก ราคาควรจะแพงกว่า  กำไรน้อย ราคาควรจะถูกกว่า

วิธีคิด  ก็ "หาร" ง่ายๆเลยค่ะ ...เอา "ราคา" ตั้ง แล้ว หาร ด้วย Factor ที่เราต้องการพิจารณา
ตามตัวอย่าง  Factor ที่เราจะใช้พิจารณาร่วมคือ  ผลกำไร
ดังนั้น  ก็เอา "ราคาต่อหุ้น" หาร "ผลกำไรต่อหุ้น"
( Price/Earning  =  Price per share / Earning per share  ==>  PE Ratio )

ตัวอย่าง 
-   บำรุงราษฎร์   ราคา  10 บาทต่อหุ้น   กำไรต่อปี  2 บาท    ==> PE  =     5x  ( 10/2 )
-   วิภาวดี            ราคา    5 บาทต่อหุ้น   กำไรต่อปี  0.5 บาท ==> PE  =  10x  ( 5/0.5 )    

ทีนี้ ... จะดูว่า ราคา ร.พ. ไหน ถูก หรือ แพง กว่ากันจริงๆ ... ก็ดูว่า  PE ตัวไหนสูงกว่า = แพง ... ต่ำกว่า = ถูก
            
อันที่จริง  หลักการของวิธีนี้ ง่ายมากอ่ะนะคะ ... คือ ดูว่า ราคาปัจจุบัน มันคิดเป็นกี่เท่าของ Factor ที่เราพิจารณา  แล้ว นำมาเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

โดยข้อควรระวังก็คือว่า  มันหายากที่ บริษัท 2 บริษัท  มันจะ apple to apple จริงๆ ... บำรุงราษฎร์  กับ วิภาฯ  2 บริษัทนี้  ความเสี่ยงเท่ากันไหม?  โอกาสในการเติบโตเท่ากันไหม? ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเท่ากันไหม?  ความแตกต่างเหล่านี้แหละ คือ สิ่งที่เราต้องพิจารณาให้มาก 

เช่น  แม้วันนี้  PE ของ วิภาวดี  จะแพงกว่า บำรุงราษฎร์  แต่ถ้าหาก วิภาวดี  มีความเสี่ยงต่ำกว่า  สามารถเติบโตได้มากกว่า และสร้างกระแสเงินสดได้เก่งกว่า ... แบบเนี้ยะ   บำรุงราษฎร์  ถึงจะ PE ถูกกว่า  แต่เรายังจะสนใจอยู่ไหม?  น่าคิดนะ  :)

นี่แหละ  ท่านพ่อ Damodaran ท่านจึงมีความเห็นว่า  แม้วิธี Relative Valuation จะป็นวิธีที่สะดวก  เพราะเข้าใจง่าย  อธิบายง่าย  แต่ก็เป็นวิธีที่ต้องระวังในการนำไปใช้ให้มาก  เพราะ
1.  มันยากที่จะหากบริษัทที่มัน Apple to apple จริงๆ
2.  Factor หลัก  ที่เรานำมาใช้ประเมิน คือ "ราคาปัจจุบัน"  ซึ่งเป็น "ราคาที่ตลาดให้"  ตาม "อารมณ์ของตลาด ณ เวลานั้น"  ซึ่งนี่แหละ คือความอันตราย ... เพราะ ถ้าหากตอนนั้น  ทั้งตลาด ให้ความสนใจ และมีความคาดหวังกับอุตสาหกรรมใดๆที่สูงแล้ว  ก็มักจะให้ "ราคา" ที่มากตาม โดยบางครั้งอาจละเลย "มูลค่าที่แท้จริง" (Intrinsic Value) ไป

อย่างไรก็ตาม ... ถ้าหากจะเอาง่าย หรือ ใช้ดูประกอบ หรือ อยากจะใช้ หรือ อะไรก็แล้วแต่  เอาเป็นว่าฉันจะใช้อ้ะ ... ก็สามารถนำไปใช้ได้ตามสะดวกค่ะ  โดยตัวที่เค้านิยมใช้กัน ก็มี 4 ตัว คือ
1.  Price to Earning  ( PE )
2.  Price to Book Value  ( PBV)
3.  Price to Revenue 
4.  Price to Specific Factor   เช่น   ใน Tech Industry  บางครั้ง บางบริษัทที่ตั้งใหม่ๆ (StartUp) มักมี ผลขาดทุน (ผลกำไรติดลบ)   มูลค่าทางบัญชีก็ต่ำ  เพราะ Physical Asset ไม่มีอะไรมาก   รายได้ก็ไม่แน่นอน  ดังนั้น  นักวิเคราะห์ หรือ ผู้ประเมินบางท่าน  จึงนำ  ราคา  ไปดูความสัมพันธ์กับ  จำนวนคนเข้าชม Website  (  Price / Number of Visits )  เป็นต้น

การทำ Relative Valuation นั้น ... ไม่ยาก แต่ต้องใช้วิจารณญาณ ให้ดีค่ะ  โดยเฉพาะ ถ้าหากคุณอยากลงทุนในระยะยาว  เพราะอย่างที่บอก  การใช้วิธีนี้  เราเน้นดูกันที่ "ราคา"  ซึ่งมันเป็นผลจาก "อารมณ์ตลาด" ณ ตอนนั้นๆ ... แต่อย่างที่รู้  อารมณ์ตลาด มีขึ้นมีลง เอาแน่เอานอนไม่ได้  และที่มาของ Factor ที่ใช้ร่วมพิจารณา เช่น Earning นั้น  เค้าก็มีที่มาของเค้า  ซึ่งเรา ก็ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน  เพราะ Earning วันนี้  ไม่ได้การันตี Earning ในอนาคต  หรือบางที Earning ในวันนี้ อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น  ในอนาคต อาจจะระเบิดระเบ้อกว่านี้อีกหลายเท่า  มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น  :)

ก่อนจบบทความในวันนี้ ... หงีก็อยากจะเขียนถึง Million Dollar Arms เสียหน่อยค่ะ ... เนื่องจาก ดูแล้วก็ชอบมาก ... สิ่งที่หงีเห็นในหนังเรื่องนี้ คือ  ความสัมพันธ์ของมนุษย์ และความรัก :)  คนเราเกิดเพียงครั้งเดียว  เรามีชีวิตบนโลกนี้เพียงชีวิตนี้เท่านั้น  สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้  ไม่ใช่ เงินทอง  สิ่งของ  ชื่อเสียง หรือของนอกกายใดๆ  แต่เป็น ความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง  และต่อคนที่เรารัก ... คุณอาจใช้เวลาในการทำงาน  หาเงิน  สร้างชื่อเสียง  สะสมทรัพย์สมบัตินอกกาย  เพียงเพื่อเวลาผ่านไปแล้วพบว่า  คุณใช้เวลากับคนที่คุณรักน้อยเหลือเกิน และในวันที่คุณมีทุกอย่าง เค้าก็ไม่ได้อยู่กับคุณแล้ว ... ประโยชน์อะไรทีจะใช้เวลามากมายไปทำงานที่คุณคิดว่าคุณรัก  แต่คุณไม่ได้รักคนที่คุณต้องพบเจอในงานเหล่านั้น ... ลองคิดดูนะคะ 

หงีหวังว่า  อ่านบทความนี้แล้ว  คุณจะไม่ได้รับแค่ความรู้เรื่องการประเมินมูลค่า ... แต่คุณจะได้พิจารณาชีวิตของคุณ และความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างของคุณด้วย  :)

คืนนี้ ... หลับฝันดีค่ะ