Tuesday, July 19, 2016

The Body Book : Part1 : แนวคิดที่ดีเกี่ยวกับการดูแลร่างกาย

กราบสวัสดีค่ะทุกๆท่าน^^  Post นี้... จะเกี่ยวกับการ "ดูแลตัวเอง" โดยอิงจากหนังสือ "The Body Book" ของ Camaron Diaz นะคะ ^^

เท้าความกันก่อน ... ถ้าใครอ่าน Blog หงีก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ก็จะทราบว่า หงีค่อนข้างจะใส่ใจสุขภาพ และดูแลตัวเอง  โดยที่เป็นคนไม่ได้อินกับเรื่อง "ความผอม" มากนัก ... ไม่ใช่ว่า ไม่เคยคิดว่า อยากผอมนะ .. เคยคิด  และเคยผ่านการเคร่งครัดกับตัวเองมากๆเรื่องการกินมาก่อน ... แต่เมื่อเวลาผ่านมาก็เรียนรู้ว่า เฮ้ย ... มันไม่ใช่แนวทางที่เรา "มีความสุขกับมัน"

หงีรักสวยรักงาม ตามปกติ เหมือนผู้หญิงทั่วๆไป... เอาจริงๆ  ผู้หญิงทุกคนก็อยากสวยค่ะ!! ขนาดผู้ชายยังอยากเลย!!!! .. สมัยเด็กๆ เคยมีแนวคิดประหลาดๆว่า  ยังไงชาตินี้ ขอสวยก่อนตาย สวยไว้ก่อน จะอายุสั้นลงนิดหน่อยไม่เป็นไร ... อืม บ้ามากนะ

แต่ตอนนี้ ... เรียนรู้แล้วค่ะ ... ความสวย แลกไม่ได้ซักนิดเลยกับ เวลาที่หงีควรจะมีเพื่อใช้กับคนที่หงีรัก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่ทำงานด้วยกัน ทุกๆคนรอบๆตัวหงี ... ต่อให้สวยกว่านี้อีกเท่าตัว แต่ต้องแลกกับเวลาในชีวิตแค่ 1 วัน  หงีก็ไม่ยอม

ดังนั้น .. หงีจึงให้ความสำคัญกับการดูแลร่างกายเพื่อให้ "มีชีวิตยืนยาว" โดย "มีชีวิตที่ดี" ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วย สามารถทำทุกอย่างได้อย่างที่อยากจะทำอย่างเต็มประสิทธิภาพ  ไม่เป็นภาระใคร  ได้ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับทุกคนที่รักอย่างมีความสุขไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

วันหนึ่ง หงีอ่านนิตยสาร Women's  Health แล้วพบบทสัมภาษณ์ของ Cameron Diaz ที่พูดถึงการดูแลตัวเอง ... แนวคิดของเธอค่อนข้างตรงกับหงี นั่นก็คือ ร่างกายของเราเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เรามีได้ ดังนั้น การดูแลร่างกายให้ดีในวิธีที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่เราควรจะทำ ... เธอพูดถึงการศึกษาเรื่อง "ร่างกาย" อย่างจริงจัง  เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  โดยเธอทำความเข้าใจลงลึกถึงในระดับ "เซลล์"  :)  ซึ่งเรื่อง "เซลล์" นี้ จะถูกพูดถึงอย่างละเอียดในหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ ซึ่งเป็น "ภาคต่อ" ของหนังสือ "เล่มแรก"ที่ชื่อ The Body Book :) 

นั่นแหละ ... ที่มาล่ะ ... หงีไม่รอช้า รีบหาดูว่าที่ Kinokuniya มีไหม ... และขอบคุณพระเจ้า  มีค่ะ!!! โทรไปสั่งทันที และไปรับหนังสือมาอ่าน วันนั้นเลย!!!  ( หมายเหตุ :  เป็นคนชอบอ่านหนังสือเล่มจริง ไม่ชอบอ่าน e-book )

หงีได้อ่าน แล้วก็พบว่า เป็นหนังสือที่ดี  เพราะตัว Cameron Diaz เอง  ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยพูดคุยปรึกษากับ นักวิทยาศาสตร์  นักโภชนาการ  ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเกี่ยวกับร่างกายและจิตใจของมนุษย์  แล้วนำมาปฏิบัติเป็นระยะเวลายาวนาน 15 ปีแล้ว!!! จึงถ่ายทอดมาเป็นหนังสือเล่มนี้ค่ะ

หนังสือเป็น Version ภาษาอังกฤษ ... ได้บอกกับเพื่อนๆหลายๆคนให้ลองซื้อมาอ่าน ... แต่ ... อุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้พวกเค้าไม่อ่าน ก็คือ ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ .. เออ ไม่แปลกนะ เพราะหนังสือเล่มนี้  เขียนบรรยายค่อนข้างเยอะ  แลดูคล้าย Text Book '-_- เล่มโตทีเดียว ... ดังนั้น ... หงีเลยขออนุญาต  ถือโอกาสนี้ เล่าเรื่องราวที่หงีได้อ่านจากหนังสือ The Body Book ให้ฟังพร้อมๆกันเลย^^  เอ้าเริ่ม!!!

บทแรก .. จะเป็นบทที่ Cam อธิบายวิธีคิดของเธอที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้ดีทั้งภายในและภายนอก  และซึ่งเป็นเหตุผลให้เธอเขียนหนังสือเล่มนี้ค่ะ ... หงีแปลมาทั้งบท เพราะหงีอ่านดูแล้วพบว่า  ไม่มีท่อนไหนที่ควรตัดออกเลย ...

The Body Book :  the law of hunger, the science of strength, and other ways to love your amazing body

" เพราะการให้ความรู้ตัวเองเกี่ยวกับ “ร่างกาย” เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณทำได้  เมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโภชนาการ วิธีรับประทานอาหารให้ได้ประโยชน์และอร่อย!!! คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย และรู้ว่าการเคลื่อนไหวร่างกายนั้นส่งผลต่อคุณอย่างไร  คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับจิตใจ เพื่อที่คุณจะได้ มีสติรู้ตัวเอง และค้นพบวินัยของตัวเอง  เพราะ โภชนาการ การออกกำลังกาย จิตใจ และวินัย ไม่ควรเป็นเพียงแค่ “คำพูด” แต่เป็น “เครื่องมือ” เป็นแนวทางที่คุณจะใช้ดูแลตัวเองเพื่อจะเป็นคนที่แข็งแรงขึ้น  สมาร์ทขึ้น  มีความมั่นใจมากขึ้น และยอมรับตัวเองมากขึ้น

สำหรับ Subtitle ของชื่อหนังสือ Your Amazing Bodyฉันเชื่อแบบนั้นจริงๆ  ร่างกายของคุณนั้นมหัศจรรย์  ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอย่างไร  ร่างกายของคุณคือ เครื่องจักรมหัศจรรย์ที่ทำสิ่งยอดเยี่ยมต่างๆได้มากมาย ตั้งแต่นำอากาศมาใช้เพื่อทำให้สมองทำงาน  เพื่อเปลี่ยนซีเรียลที่คุณรับประทานให้เป็นพลังงาน และใช้พลังงานนั้นเพื่อเดินไปขึ้นรถประจำทาง  และการรู้วิธีดูแลร่างกายตัวเอง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณเคยได้เรียน!!!

เพราะคุณเกิดมามีเพียง “ร่างเดียว” ร่างกายที่คุณใช้ตั้งแต่เกิดมาเป็นทารก และจะเป็น “ร่าง” ที่คุณจะต้องใช้ต่อไปเมื่อคุณอายุ 75 ปี แน่นอน ... ร่างกายของคุณค่อยๆเปลี่ยนแปลงและจะเปลี่ยนอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  มันก็ยังเป็น “ร่างกายของคุณ”   ไม่ว่ามันจะมีรูปร่างอย่างไร  ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดรูปร่างตัวเอง  ไม่ว่ามันจะรู้สึกเหนื่อยล้าหรือมีชีวิตชีวา ร่างกายของคุณ ก็คือ สิ่งที่มีค่าที่สุดที่คุณมี!!!

ร่างกายของคุณ คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของคุณ  มันเก็บความทรงจำของบรรพบุรุษของคุณ เพราะคุณถือกำเนิดขึ้นจากยีนส์ซึ่งส่งผ่านมาทางพ่อแม่ของคุณและพ่อแม่ของคุณก็ได้รับการส่งผ่านยีนส์นี้มาจากพ่อแม่ของพวกเขา  ร่างกายของคุณคือผลพวงของสิ่งที่คุณกิน  ผลพวงจากการออกหรือไม่ออกกำลังกาย และความพยายามทุกอย่างที่คุณได้ทำเพื่อที่จะเข้าใจและดูแลมัน  และการที่คุณดูแลร่างกายของคุณอย่างไรก็จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร  ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะอยากมีขาที่ยาวกว่านี้  สะโพกที่เล็กกว่านี้  หน้าอกที่ใหญ่กว่านี้  หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับคุณ  มันเป็นเครื่องแนะแนวทางเพื่อให้คุณยอมรับในสิ่งที่คุณมีและ “รัก” มัน  เพื่อให้คุณชื่นชมยินดีว่าร่างกายนี้ดีอย่างไร  หนังสือนี้เป็นเครื่องแนะแนวทางในการเพิ่มความแข็งแรงและแข็งแกร่งของร่างกายเพื่อให้มันได้พาคุณไปในทุกๆที่ที่คุณอย่ากจะไป เพื่อให้มันได้ทำให้คุณประสบความสำเร็จ  เพื่อให้คุณได้ใช้ชีวิตกับคนที่คุณรัก  เพื่อให้คุณได้ทำในสิ่งที่รักและการผจญภัยต่างๆ   ดังนั้น  เพื่อให้คุณได้ไปถึงจุดมุ่งหมายต่างๆที่คุณมี  คุณจึงต้องดูแลร่างกายให้แข็งแรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้  คุณจึงต้องเรียนรู้ที่จะ “อยู่อย่างมีคุณภาพ” ใน “ร่างกายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์” ของคุณ

แน่นอน คุณจะทำไม่ได้หรอก ถ้าคุณ “ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร”  โชคไม่ดีที่การเป็นผู้หญิงนั้น มักทำให้เราได้รับแรงกดดันต่างๆอยู่เรื่อยๆ เช่น  ต้องสวยขึ้น เซ็กซี่ขึ้น ผอมลง  ดูเด็กลง ฯลฯ  การเกิดเป็นผู้หญิงในสมัยนี้ เราได้รับแนวคิดที่ทำให้เราต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆอยู่เสมอ เมื่อแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราควรทำคือ โฟกัสกับความแข็งแรงของตัวเอง  ความสามารถของตัวเอง และ ความสวยงามในแบบของเราเอง

นี่คือเหตุผลที่ฉันเขียนหนังสือเล่มนี้  เพื่อให้เราได้เรียนรู้ไปด้วยกันเรื่อง “วิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง” ในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ “ร่างกายของเรา” แทนที่จะรับเอาข้อมูลที่ผิดๆต่างๆรอบตัวเรา  ฉันไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์  ฉันไม่ใช่หมอ  ฉันเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้เวลา 15 ปีในการเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายตัวเอง และปฏิบัติตามที่ได้เรียนรู้มา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของฉัน  ทุกสิ่งที่ฉันมี และทุกสิ่งที่ฉันเป็น ล้วนเกี่ยวข้องกับความรู้ในเรื่องร่างกายของฉัน  และฉันก็อยากให้คุณได้รับในสิ่งเดียวกัน  ฉันอยากให้คุณได้รู้จักตัวเอง  พลังของตัวเอง  และฉันอยากให้คุณได้เป็นคนหนึ่งซึ่งมีพลังมากมาย  มีความสามารถมากมาย และเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจในแบบที่คุณสามารถจะเป็นได้  ฉันอยากให้คุณได้รู้ว่า มันรู้สึกอย่างไรที่คุณมีความสัมพันธ์ที่ดีกับร่างกายตัวเอง  รู้สึกเชื่อมโยงถึงมัน  ฉันอยากให้คุณได้รู้จักกับความสุขที่แท้จริงในการใช้ชีวิตใน “ร่างกายของตัวเอง” ซึ่งเป็น “ร่างกายของคุณคนเดียว”!!!  ให้คุณได้รู้ว่าการดูแลตัวเองโดยการรับประทานอาหารที่ดี  ออกกำลังกาย  และใส่ใจในสุขภาพของตัวเองจริงๆ นั้นมันรู้สึกดีอย่างไร  เพราะเมื่อคุณได้มีความรู้ และใช้ชีวิตในร่างกายที่คุณตั้งใจดูแลเป็นอย่างดีแล้ว คุณจะพบว่าคุณมีพลังอย่างล้นเหลือ และคุณสามารถที่จะเห็น และได้สัมผัสกับโลกใบนี้แบบที่ไม่เคยมาก่อน 

เพราะฉันต้องการให้ทั้งหมดนี้กับคุณ  ฉันได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านยา  โภชนาการ  การออกกำลังกาย  นักวิทยาศาสตร์  ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และนักจิตวิทยา  ผู้คนซึ่งได้ทุ่มเทชีวิตและอาชีพของพวกเขาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายและจิตใจ  ว่ามนุษย์คนหนึ่งต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะมี สุขภาพกาย และ สุขภาพจิต ที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้  ฉันนำความรู้ที่ได้จากการพูดคุยกับพวกเขามาปฏิบัติ  เพื่อให้ “ตัวเอง” ได้เป็น “ตัวอย่างของผลลัพธ์จากการปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านั้น” เพื่อคุณจะได้เห็น และรับประโยชน์จากมัน

เมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบ  เมื่อคุณได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด  เมื่อมันอยู่ภายในตัวคุณจริงๆ  ในร่างกายคุณจริงๆ  ในนิสัยของคุณจริงๆ  คุณจะไม่ต้อง “คิด” อีกต่อไป  มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณ  มันจะกลายเป็น “ตัวคุณ”  และเมื่อมันเกิดขึ้น  พลังงานทั้งหมดของคุณจะกลายเป็น “พลังงานบวก” ที่ทำให้คุณทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จ  คุณจะเป็นตัวของตัวเอง  และได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้น  แทนที่จะมานั่งกังวลว่า คุณดูเป็นอย่างไร?  คุณรู้สึกเหนื่อยไหม?  ทำไมน้ำหนักไม่ยอมลดซักที?!!  

แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่สามารถทำได้ภายในวันเดียว หรือโดยแค่อ่าน หรือแค่หวัง  ความจริงก็คือ  ไม่มี “ทางลัด” หรือ “ยาวิเศษ” ที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณมีสุขภาพที่ดี  เป็นคนที่มีความสุขได้ในชั่วข้ามคืน  การเป็นคนสุขภาพดีนั้นไม่ได้หมายความว่า แค่คุณ “เรียนรู้” ก็เพียงพอ  คุณต้อง “ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ” ด้วย!!!  คุณจำเป็นต้องเข้าใจมันจริงๆ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้ในทุกๆวันของชีวิต

หนังสือนี้ไม่ใช่ “หนังสือสำหรับการลดหน้ำหนัก”  ไม่ใช่ “หนังสือเพื่อการเปลี่ยนเป็นคนอื่น”  แต่เป็นหนังสือที่จะแนะแนวทางให้คุณเป็น “ตัวเอง”  เพราะเมื่อคุณรู้เกี่ยวกับ “ร่างกาย” ตัวเองมากขึ้น  สิ่งที่มหัศจรรย์จะเริ่มเกิดกับคุณ  คุณจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก  คุณจะเริ่มเห็นว่าการเป็นคนสุขภาพดีนั้นนำความสุขมาให้ได้อย่างไร  มันดีแค่ไหนที่รู้สึกว่า คุณเป็นคนแข็งแรงและสามารถทำสิ่งต่างๆได้  ความรู้สึกดีจากภายในจะส่งผลต่อทุกๆอย่างในชีวิตของคุณ  คุณจะเป็นคนที่สวยที่สุดเท่าที่คุณจะเป็นได้  เป็นผู้หญิงที่สุขภาพดี และมั่นใจในตัวเอง  และคุณสมควรได้รับมัน!!! เพราะคุณ “สวยกว่าที่คุณเคยคิด”
---  ค่ะ ... สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ คือ ร่างกายของคุณ ... จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณมีหน้าตาที่สวยที่สุดในโลก แต่คุณกำลังเป็นมะเร็ง และคุณต้องจากคนที่คุณรักไปอย่างทรมานภายในเวลาอีกไม่กี่เดือน ... จะมีประโยชน์อะไรถ้าคุณมีเงินทั้งโลก  แต่ต้องจากไปโดยยังไม่ทันได้ใช้มันเพื่อคนที่คุณรัก ... และจะมีประโยชน์อะไรถ้าคุณมีทั้งเงินทั้งเวลา  แต่เป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา ไม่สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรต่างๆที่คุณอยากจะทำได้
Post ต่อๆจากนี้ไปอีกซัก 4-5 โพสต์  หงีจะเล่าสิ่งที่ได้จาก The Body Book นะคะ^^  ตอนต่อไป ก็จะเป็นเรื่อง "อาหาร" แล้ว^^  หงีอ่านจบแล้ว  หงีบอกได้เลยว่า มันสำคัญมากๆ  และจากตอนนี้เอง  หงีได้ปรับการกินมากินตามกรุ๊ปเลือด  แล้วมันก็ได้ผลดีซะด้วย!!! 
แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะ muah!!!
God Bless You!

Saturday, July 9, 2016

ทำธุรกิจ...เงินไม่พอ...ขอที่ใคร?


สวัสดีค่า  กลับมาพบกันอีกล๊าววววว ... ทิ้งห่างจากโพสต์ก่อนหน้าไปราวๆเดือนนึง  คิดว่า คงไมได้นานเกินไปเนอะ ^^ หุหุ  เช่นเคยค่ะ  ขอออกตัวก่อนเลยสำหรับ Topic ในวันนี้ว่า  ไม่ได้เป็นกูรู  ไม่ได้มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาอย่างโชกโขน  ไม่ได้เป็นคนเก่ง อะไรใดๆทั้งสิ้น ... เพียงแต่เป็นคนที่อยากจะเขียน อยากจะเล่า อยากจะแชร์มุมมอง  เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนอ่านบ้าง ไม่มากก็น้อย ... และแน่นอน  Welcome ทุกๆคำแนะนำ และจะขอบพระคุณมากๆถ้าจะมาเปิดความรู้ใหม่ๆให้กันค่ะ^^

ทำธุรกิจ... เงินไม่พอ ขอที่ใคร? .. หงีเชื่อว่า คำถามนี้เนี่ย เป็นคำถาม Super Classic .. คนทำธุรกิจทุกคนอยากจะรู้ อยากจะหาทางออกสวยๆให้กับ Challenge นี้ ... ถึงตรงนี้ก็ ขออนุญาต ขอบคุณน้องชายที่น่ารักของหงีคนนึง  น้องเป็นคนทำธุรกิจเก่งค่ะ  เป็น CEO ตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วบริษัทเค้าก็ดำเนินกิจการไปได้อย่างดีเสียด้วย  ดังนั้น กิจการใดๆที่เติบโตเร็วๆมากๆ  หลายๆครั้งก็มักจะมี Challenge เรื่องนี้ค่ะ คือ อยากได้เงินมาขยาย เพราะเห็นโอกาส และเพื่อรองรับตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ก็จะมาเจอคำถามเดียวกัน คือ เงินไม่พอ ขอที่ใคร? J  ... ที่ขอบคุณเค้า ก็เพราะน้องเค้ามาถาม เราแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นกัน  แล้วก็ทำให้หงีได้มานั่งลงพิจารณาเรื่องนี้จริงๆจังๆ  เพราะปัจจุบันธุรกิจเราก็พบ Challenge นี้เช่นเดียวกัน

ไอ้เรื่องเงินไม่พอเนี่ย ... ถ้าเราดูตามหลักทางการเงิน  มันก็คือเรื่องของ Source of Fund หรือ แหล่งเงินทุน ... ซึ่งกว้างๆแล้ว ก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เงินกู้ กับ เงินของผู้ถือหุ้น ( หรือ ผู้ร่วมทุน หรือ หุ้นส่วน  ตามแต่คุณจะเรียกค่ะ ) จริงๆหลักเบสิคง่ายๆ มีแค่นี้เองนะ ... เลือกเอาตามชอบ  อยากเป็นหนี้ หรือ อยากหาคนมาร่วมหัวจมท้ายด้วย ซึ่งแต่ละแบบ ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

การเป็นหนี้ .. คือ การกู้หนี้ยืมสิน  ความหมายตรงๆซื่อๆ แบบนั้นเลย ... สำหรับข้อนี้ หงีว่า  มันก็มีหลักๆ อยู่ 2 แบบ คือ  กู้ธนาคาร กับ กู้คนรู้จัก J …. การกู้ธนาคาร  ถ้าเอาตามหลักทั่วๆไป ว่ากันซื่อๆ คือ  คุณต้องมีหลักประกัน ( คือ เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น)  หรือ ผู้ค้ำประกัน เพื่อนำไปขอกู้หนี้ยืมสินเค้า ... เพราะ ไม่มีใครให้เงินคุณมาฟรีๆ โดยไม่รู้จักกันหรอกค่ะ!!!!  เจ้าหนี้ เค้าก็ต้องการที่จะมั่นใจว่า เงินก้อนนี้ที่เค้าให้คุณยืมไปนั้นเนี่ย  มันต้องได้คืน!!!!  ถ้าคุณไม่มีคืน ... มันก็ต้องมีคนมาคืนแทนคุณ!!!!

ดังนั้น ... การกู้หนี้ในแบบที่ 2 คือ กู้คนรู้จัก จึงตามมาเป็น Option สำหรับคนทำธุรกิจตัวเล็กๆ ที่ไมได้มีหลักประกัน ( เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ อสังหาฯ ) ... มาถึงตรงนี้ ลองคิดดูดีๆนะ ... ถ้าหาก กู้ธนาคาร แล้วเค้าต้องการ “ผู้ค้ำประกัน” ซึ่ง โดยกฎหมายแล้ว เค้าคือคนที่ต้องมาใช้หนี้แทนเราในอนาคตหากเราไม่สามารถชำระหนี้ที่กู้ยืมมาจากธนาคารได้ ... ดังนั้น  ถ้าเค้าคือคนๆนั้น  แทนที่จะให้ธนาคารกินดอกเบี้ยจากเราไป  ถ้าเค้าสามารถ  ... เค้าให้เรากู้เองไม่ดีกว่าเรอะ!!!! ... นั่นล่ะ การกู้คนรู้จัก จึงเป็น Option ที่หงีเชื่อว่า  ถูกใช้มากที่สุด ( หากคุณไม่ได้มี Connection ใดๆกับเจ้าของธนาคาร หรือ คนทำงานธนาคารที่มีอำนาจตัดสินใจ J) สำหรับคนทำธุรกิจ “ตัวเล็กๆ” แบบเรา

ไหนๆก็พูดถึงประเด็นนี้แล้ว ...หงีก็ลองคิดสนุกๆนะ  ถึง เคสที่มีลูกหลานคนรวยทำธุรกิจ แล้วกู้ยืมเงินธนาคารมาทำธุรกิจ แทนที่จะใช้เงินถุงเงินถังของที่บ้าน ... มันมีประเด็นน่าสนใจตรงนี้ไง  คือ โดยหลักการแล้ว ใครๆก็ทราบค่ะ ว่า การใช้เงินคนอื่น ( Other Peoples Money ) คือ วิธีที่ชาญฉลาดที่สุดในการทำธุรกิจ เพราะ “ดูเหมือน” คุณแทบจะไม่ต้องเอาเงินตัวเองมาเสี่ยงเลย  ถ้าเจ๊ง  ก็เจ๊งๆไป  ไม่เจ็บตัว (แต่ชื่อเสียงคุณเสียเลยนะ ... แต่บางคนก็ไม่แคร์ J) ... แต่ในความเป็นจริงแล้ว .. ลองคิดดูนะ ... คุณคิดว่า  มนุษย์ โง่มั้ย?  มีใครโง่กว่าใครงั้นเหรอ?  หรือ ธนาคารเค้าโง่กว่าคนทำธุรกิจหรอ?  ... หงีว่า ไม่นะ ... การที่คุณจะใช้เงินเค้า  แน่นอน เค้า ( ในที่นี้ อาจจะเป็นเจ้าของธนาคาร หรือ คนที่มีอำนาจตัดสินใจที่ทำงานอยู่ในธนาคาร  ... อันนี้ไม่ทราบได้ เพียงแต่เดา J) ต้อง “ได้” อะไรบางอย่าง ... และแน่นอน “เค้า” ต้องมั่นใจ ( หรือทำให้เจ้าของเงินมั่นใจ ) ได้ค่ะว่า  “ลูกหนี้” จะมีความสามารถในการชดใช้หนี้ที่ให้กู้ยืมไป  และผลตอบแทน “โดยรวม” ที่ได้กลับมาจากการให้กู้นั้น มันคุ้มค่า J  ... การทำธุรกิจใดๆ ในเรื่องของ “ผลตอบแทน” หรือ “สิ่งที่ได้กลับมา” แล้ว .. หงีว่า  การมองแต่เฉพาะ “ตัวเงิน” ที่ได้กลับมาจากการทำ “ธุรกรรม” หรือ “ธุรกิจ” นั้นๆ มันตื้นเขินเกินไป ... หลายๆที เราทำธุรกิจ ไม่ได้ได้กลับมาแต่เพียงตัวเงิน แต่มันได้ความอิ่มใจ ความสุขใจ หรือ คอนเนคชั่น หรือ สิทธิพิเศษใดๆ อันไม่ได้เป็น “ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินทางตรง” ... ฉันใด ก็ฉันนั้น .. #ถามใจเธอดู 

ดังนั้น .. ถ้าจะว่ากันในเรื่องของ “การเป็นหนี้” แล้ว ... สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “Creditหรือ “ความน่าเชื่อถือของผู้กู้ยืม” .. ไม่ว่าจะในกรณีใดค่ะ  จะกู้ธนาคาร หรือ กู้คนรู้จัก  ... ทั้งหมดทั้งมวล  One Important Question ที่เค้าต้องการจะมั่นใจคือ  คุณสามารถใช้เงินคืนเค้าได้  โดยอัตราดอกเบี้ย หรือ ผลตอบแทนที่ต้องการนั้น  ขึ้นอยู่กับว่า คุณกู้ยืมใคร J  ยืมพ่อแม่ .. สบายไป  ยาวๆเลย ไม่จ่ายดอกยังได้ .. ยืมคนอื่น  อันนี้ก็ขึ้นกะว่า เค้าใจดี หน้าเลือดแค่ไหน ... เป็นเคสๆไป

อย่างไรก็ตาม ... ข้อดีของการเป็นหนี้ที่หงีเห็น คือ การที่ไม่ต้องมา “ปวดหัว” ให้ “เจ้าหนี้” มาร่วมตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ เหมือนอย่างกรณี “ใช้เงินผู้ถือหุ้น” ... ติดหนี้ ก็จ่ายดอก ถึงเวลา ก็คืนเงินต้นไป

แต่กรณี “ใช้เงินผู้ถือหุ้น” ล่ะก็ ... ความสนุกมันอยู่ตรงนี้ Jถามกันตรงๆ เว้ากันซื่อๆ .. มีใครในโลกนี้บ้าง  เอาเงินใส่ลงไปในธุรกิจแล้ว จะไม่อยากยินดียินร้าย  เค้าจะเอาเงินเราไปทำอะไรก็เรื่องของเค้า ตามสบายเล้ยยย มีอีกเยอะ ... หึ  ... คงน้อยมากอ่ะนะคะ  หรือไม่ คนแบบนี้ เงินก็น่าจะหมดได้ในไม่ช้า ... ดังนั้น  เป็นธรรมชาติค่ะ  การหาผู้ถือหุ้น หรือ พาร์ทเนอร์ หรือ หุ้นส่วน  มาร่วมหัวจมท้าย เอาเงินมาทำธุรกิจด้วยกัน ... แน่นอน  เค้าก็ตอ้งอยากรู้  อยากตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจแน่ ... คุณเอาเงินเค้าไปทำอะไร  เค้าก็ต้องรู้ใช่ไหม? เช่น  ถ้าเค้าเอาเงินมาใส่ 30 ล้าน  แล้วคุณเอาเงินบางส่วนไปซื้อรถยนต์คันหรู ( อุ๊ย .. ไม่ได้ว่าใครนะคะ  ยกตัวอย่างเฉยๆ )  เค้าก็อยากจะมีส่วนในการตัดสินใจว่า ให้หรือไม่ให้ไหม?   หรือแม้กระทั่ง  คุณเอาเงินเค้ามา   แต่ดันไปเลือกทำกิจกรรมการตลาดบ้าๆบอๆ เผาเงินไปเป็น 10 ล้าน โดยหา Return ไม่ได้ ... เค้าก็อยากจะร่วมตัดสินใจ Say yes หรือ no ไหม? ... ฉันใดก็ ฉันนั้น #ถามใจเธอดู  ( แฮ่!!! วันนี้เล่นมุขนี้บ่อยนะ )

อย่างไรก็ตาม ... การหา “ผู้ร่วมทุน” ก็ยังเป็น Option ที่คนจำนวนมากสนใจ  เพราะดูเผินๆแล้ว เหมือนไม่เครียด  แต่ละเดือน หรือ แต่ละ Period ไม่ต้องมานั่งเครียดว่า จะมีเงินจ่ายดอกเค้าไหม เค้าจะได้ไม่มายืดนู่นนี่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ... แต่หงีคิดว่า อย่ามองอะไรตื้นเขินเกินไป  และอย่ามองแต่ Win ของตัวเอง .. คุณต้องนึกถึง Win ของเจ้าของเงินด้วย

ดังนั้น ... การหาผู้ร่วมทุน ... หงีคิดว่า จำเป็นเหลือเกินค่ะ ที่คุณควรจะศึกษานิสัยใจคอการทำธุรกิจ วิธีคิด และสิ่งที่เค้าต้องการให้ดี ... เค้าต้องการอะไร? ไม่ใช่แค่ ผลตอบแทน แต่อาจจะเป็นอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ หรือ ความรู้ในการดำเนินธุรกิจ หรือ อะไรก็แล้วแต่ ...  คุณควรจะคิดให้ดีว่า สิ่งเหล่านั้น  คุณ “ให้” เค้าได้ไหม เพื่อเป็นการ “แลกเปลี่ยน” กับ “เงินทุน” ที่คุณต้องการจะได้มา ... นอกจากนั้นแล้ว ... Type ของเค้า  วิธีคิด วิธีการดำเนินธุรกิจ การตัดสินใจต่างๆ  มันเข้ากันได้ไหม?  เหมือนคุณจะพาใครเข้าบ้าน .. คุณต้องรู้ก่อนนะว่า นี่โจร หรือ คนดี ... จะแต่งงานกับใครต้องรู้นะ  เค้าเป็นคนยังไง  ชอบบ้านสะอาดบ้านรก  มีไลฟ์สไตล์แบบไหน อะไรต่างๆ ... เพราะพอมาร่วมหอลงโรง ร่วมหัวจมท้ายกันแล้ว มันคือ Long Term Relationship แบบมีรายละเอียดร่วมกันหลายอย่างนะคุณ  ... เช่น ถ้าหากคุณเป็นคนใช้ Sense มาก  แล้ว “ไม่ค่อยฟังใคร” เฮ้ย คุณต้องรู้ตัวนะ ... ถ้าคุณดันลือกผู้ร่วมทุนแบบ มีเหตุผลมากม๊ากกกกกกกก มาอยู่ด้วยกัน อาจจะตีกันตายได้ เช่น ถ้า Sense คุณบอกว่า Go แต่พี่แกคิดสรตะ 28 ตลบแล้วพบว่า No เอาเลยคุณ  เถียงกันบ้านแตก สุดท้ายไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง  งานไม่เดิน เงินไม่มี  ไม่มีใครมีความสุข ธุรกิจพัง ... Oh no…. So sad ค่ะ i_i

ท้ายที่สุดแล้ว ... หงีคิดว่า  เรื่องการหาเงินจากที่ไหนนี้ หัวใจสำคัญของมัน ก็กลับมาที่ “รากฐาน” ดั้งเดิมของเรื่อง “ความสัมพันธ์” คือเรื่อง Trust นะ ... ทั้งในกรณี “กู้” และ “หาผู้ร่วมทุน”  ทั้งหมดทั้งมวล มันคือ Trust เลย ... ไม่ว่า “เจ้าหนี้” หรือ “ผู้ร่วมทุน” ต้องการอย่างเดียว คือ ความมั่นใจ .. ซึ่งการที่เค้าจะมั่นใจได้ มันก็คือ เค้า “เชื่อใจ” คุณได้แค่ไหน  ซึ่งรากของมันก็มาจาก Character หรือ ความเป็นคุณ นั่นแหละ ... ในทางกลับกัน  คุณเอง จะเลือก “กู้” หรือ “เอาใครมาร่วมบ้าน” คุณก็ต้อง “เชื่อใจ” เค้าใช่ไหม?  ... คุณคงต้องเชื่อใจและมั่นใจแหละว่า สัญญากู้ นั้นเป็นธรรม ... คนที่เอามาร่วมบ้าน ต้องไม่ใช่โจร ... ทั้งหมดทั้งมวล  หงีว่า มันเรียบง่ายมากๆจริงๆ

ประโยชน์อะไร ในการนั่งคิดวิธีการซับซ้อนวุ่นวาย  เมื่อสุดท้ายแล้ว ต่างฝ่ายต้องการอะไร มันก็แสนจะ Simple ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น .. ประโยชน์อะไรที่จะวิ่งหาที่ปรึกษาทางการเงินให้คิด Structure ซับซ้อน กู้อันนี่ ในแบบนั้น เรียกมันรูปแบบ Hybrid หรือ อะไรวุ่นวาย ... สุดท้าย คุณแค่ควรจะตอบคำถามง่ายๆ  .. เค้าให้เงินคุณ แล้วเค้าได้อะไร? แล้วเค้ามั่นใจได้ไหมว่าเค้าจะได้อะไรที่เค้าต้องการ

สุดท้ายนี้ ... หงีอยากจะพูดถึงเคสที่หงีสะเทือนใจ ... หงีคิดว่า หลายครั้ง  เราเลือกตัดสินใจทำอะไรลงไป โดยไมได้คิดถึงผลที่ตามมาให้ถี่ถ้วน ... มีบางเคส  คิดว่า  การ Deal เพื่อให้ได้มาซึ่ง “เงินทุน”  โดยไม่ได้สนใจ “สัญญา” ( ไม่ว่าจะสัญญากู้ หรือ สัญญาร่วมลงทุน นะคะ) และไม่ได้มี Commitment ที่จะ Deliver ให้ได้ตามนั้น  เพราะ “ไม่แคร์” .... หงีคิดว่า นี่เป็นอะไรที่น่าเห็นใจ และตื้นเขิน ... มนุษย์เรา  Character และ Credibility ( ความน่าเชื่อถือ)  นั้นสำคัญ ... เมื่อคุณตัดสินใจผิด  “ผิดสัญญา”  แม้ตามกฎหมาย หลายๆครั้ง “กฎหมายแพ่ง” ไม่สามารถ “บังคับชำระ” ตามสัญญาได้  คุณอาจเบี้ยว ไม่จ่ายตามสัญญานั้น ... แต่สิ่งที่มันจะติดตัวคุณไป  และส่งผลเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้คือ “คุณเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว” ... โดยสิ่งที่สำคัญ ที่คุณจะลืมไมได้คือ  “โลกมันกลม” ... วงการธุรกิจมันเชื่อมโยงกันหมด ไม่ว่าจะธุรกิจไหนๆ ... และการสูญเสียความน่าเชื่อถือไป  มันคือ การสูญเสียอะไรหลายๆอย่าง .. ใครจะอยากให้คุณกู้?  ใครจะอยากร่วมทุนกับคุณ?  ใครจะอยากทำธุรกิจกับคุณ?  และมันสะท้อนถึง Mindset ของคุณในการทำธุรกิจแบบ “ตีหัวเข้าบ้าน” สุดท้ายแล้ว  Sustainable Business / Growth จะมาถึงได้อย่างไร?

หงีอยากฝากสิ่งนี้ไว้ให้พิจารณานะคะ ... เพราะหลายๆเรื่อง ... มันเรียบง่าย ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างมันก็กลับมาที่เรื่องของ “คน” ทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้ (จริงๆละ 555+)  อย่างที่ทุกคนที่อ่าน Blog ของหงีทราบ ... หงีจะเขียน ก็ต่อเมื่อมีเรื่องที่มีประโยชน์อยากจะแชร์  แต่ที่สำคัญคือ  หงีจะเขียน ก็ต่อเมื่อมีความรู้สึกอยากจะเขียน และเวลาหงีเขียน ทุกอย่างมันไหลออกมาแบบรวดเดียวจบ ... หงีเชื่อว่า ทั้งหมดนี้ มาจากพระเจ้า ... ขอขอบพระคุณพระเจ้าค่ะ สำหรับสติปัญญา และการบรรยายนี้ที่มาจากพระองค์ทั้งสิ้น

Happy Sunday God Bless You
ป.ล.  ฝาก Link ที่มีประโยชน์ และ Simple ไว้ให้อ่านนะคะ https://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/Pages/beforeloan.aspx

Monday, June 20, 2016

Beautiful Girl Theory : Mindset for Employee Engagement & Stock Investment

อะแฮ่มๆ .. เอาล่ะ ... อ่านหัวข้อแล้วหมั่นไส้อยู่สินะ  :)  อย่าพึ่งๆค่ะ ... ที่ตั้งหัวข้อแบบนี้  ดิฉันหาได้หมายถึงตัวเองไม่ ... หากแต่มันเกิดจากการที่  ดิฉันมี คุณแม่ ที่เป็นคนสวย  และน้าๆทุกคนก็เป็นคนสวย  เพื่อนๆก็สวยเยอะ ... เรียกง่ายๆว่า  แวดล้อมไปด้วยคนสวยข่ะ!!!!

ดังนั้นแล้ว  ก็เลยได้สังเกต และพิจารณาวิธีคิดของพวกเธอเหล่านั้นดู  แล้วก็พบกฎพื้นฐาน ( Ground Rules ) ที่น่าสนใจอยู่ 3 ข้อ  ซึ่งวิธีคิดทั้ง 3 ข้อนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนสวยๆเค้าหรอก  เพียงแต่!!! คนสวยๆ เค้ามี 3 ข้อเหล่านี้  ชัดกว่า!!! และ แข็งแรงกว่า!!!

เฮ้ยแล้ว  วิธีคิดแบบคนสวยๆ  เค้ามีประโยชน์กับแกได้ยังไงไม่ทราบยะยัยหงี ... หึหึหึ ... มีสิคุณ  ไม่งั้นดิฉันจะนำมาปรับใช้ไปเพื่ออะไรกัน ... คืองี้นะ  หงีว่า วิธีคิดแบบคนสวยเนี่ย สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทั้งเรื่อง Employee Engagement และ การลงทุนในหุ้นเลย ...  มา มา  แล้วหงีจะเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่น  มารู้จักกับ "กฎพื้นฐาน" 3 ข้อนี้กันก่อน

1. คนสวยน่ะ ... เค้ารู้ตัวว่าข้อดีที่โดดเด่นของเค้าคืออะไร ... ก็ "ความสวย" ไงล่ะ!!!
           
           คนสวยส่วนใหญ่ เค้ารู้ทั้งนั้นแหละว่าเค้าสวย ... จะหน้าสวย  หุ่นสวย  ขาสวย  แขนสวย  พูดจาสวย  บุคคลิกสวย ... เค้ารู้!!! เพราะเค้าได้ยินคำชมเหล่านั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จากทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก!!! ดังนั้นแล้ว ... ถ้าจะไม่รู้ตัว  ดิฉันก็ว่า มันจะเกินไป
         
            ในเรื่องของ Employee Engagement ก็เช่นกัน ... เราต้องรู้ตัวค่ะ!!! ว่า องค์กรเรามีดีอะไรที่ทำให้พนักงานเค้าเลือกมาทำงานกับเรา  และอยู่กับเรา  ยกตัวอย่างเช่น   ถ้าองค์กรเราเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  ดังนั้น เราต้องรู้ว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่เข้ามาในองค์กรเค้าอยากได้ “วิชา” .... ถ้าองค์กรคุณไม่ได้มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนสูงๆ  แต่เป็นองค์กรที่อยู่แล้วโคตรจะมีความสุขในการทำงานเพราะคุณดูแลลูกน้องดี  คุณก็ต้องรู้ค่ะ ว่านี่คือข้อดีที่โดดเด่นของคุณ

ส่วนในทางของ การลงทุนในหุ้น ... เราต้องรู้ว่า   เรามีดีด้านไหน?  เช่น  ถ้าหากเรามีพื้นฐานความรู้เรื่องการอ่านงบ  เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ... เราก็นำข้อดีของเรานั้นมาประยุกต์ใช้  เช่น   ถ้าชอบอ่านหนังสือ อ่านงบได้  ก็ไปเลยค่ะ ... ทาง Fundamental ... เอาให้ลึก  เอาให้ถึงแก่น  เอาให้ดี ...  แต่ถ้าเรารู้ว่า  เราเป็นคนมีความ VI ( อ่านว่า “ไว” แฮ่!!!)  ไปทางเทรดดิ้ง  ดูวอลุ่ม ดูเทคนิค  อาจจะดูเข้าท่าเข้าทาง …. หรือแม้กระทั่งว่า   เรารู้ว่า เราอาจไม่ได้เก่งอะไรเป็นพิเศษ  แต่เรามีความ “อดทน” ... จัดไป VI ( อันนี้อ่านว่า "วี ไอ" ย่อมาจาก Value Investor ^^) อาจจะเหมาะกับเรา   เราอ่านงบไม่เก่ง  วิเคราะห์พื้นฐานไม่เก่ง ... ไม่เป็นไร  บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ  และ บอร์ด Pantip รวมถึงความเห็นของเพื่อนช่วยคุณได้ ... ฟังมากๆ อ่านมากๆ แล้วอัด “ความอดทน” ลงไป .. หึ หึ หึ  จุดหมายปลายทางที่ฝันไว้คงไม่ไกล!!! ( หมายเหตุ ให้แน่ใจว่า “อดทน” จริงๆ  เพราะบางที คุณอาจจะต้อง “อดทน” ไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ^^)

2. คนสวยน่ะ ... เค้าดูแลตัวเอง ... รู้ว่าข้อดีที่โดดเด่น คือ "ความสวย" .. เค้าก็จะพยายามรักษามันไว้ และพยายามพัฒนาให้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
   
       ลองสังเกตดูนะคะ ... นสวยส่วนใหญ่เค้าจะหมั่นดูแลตัวเองค่ะ  นับกันตั้งแต่หัวจรดเท้า ... ในส่วนของเส้นผมนั้น  ก็ต้องมีการจัดทรงมาอย่างดี  รูปร่างรึก็จะปล่อยเบอะๆบะๆไม่ได้ ... นั่นหมายความว่า  ถ้ามาสายเฮลธ์ตี้ นางก็จะดูแลอาหารเป็นอย่างดี เน้นผัก แป้งไม่ได้ ไขมันไม่เอา ... ส่วนสวยสายทางเลือก  นางก็จะมีสารพัดล่ะค่ะ   บล็อกแป้ง บล็อกไข สลายเซลลูไลต์  ว่าไปตามถนัด ... ยิ่งไปกว่านั้น  ผิวพรรณ  หน้าตา ก็จะปล่อยบกพร่องไม่ได้  โบท็อกซ์ต้องมี ฟิลเลอร์ต้องมา คอลลา (เจน) ก็ห้ามขาด …. นี่พิมพ์เอง ก็ยังเหนื่อยแล้วเลยนะเนี่ย ... สรุปว่า  คนสวยๆน่ะ  เค้าหมั่นดูแลรักษา และพัฒนาความงามของเค้าอยู่ตลอดๆนั่นแหละค่ะ
      
      ตัดภาพมาที่ Employee Engagement …. ตามนั้นค่ะ  ถ้าเรารู้ว่า  องค์กรเรา เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้  อยูกับเราแล้วฉลาด  อยู่กับเราแล้วทันโลก ... เราก็จำเป็นเหลือเกินนะคะ ที่จะต้องรักษาสิ่งดีนี้ไว้  หมั่นเพิ่มเติมความรู้ให้ตัวเอง ให้กับพนักงานในทุกๆระดับ  เพื่อจะได้รักษาและพัฒนาการเรียนรู้ไปไม่มีที่สิ้นสุด 
       
       เรื่องการลงทุนก็เช่นกัน ... หมั่นฝึกฝน ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ  เพิ่มทักษะใหม่ๆให้กับตัวเอง ... ตลาดหุ้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่เคยเหมือนเดิม  Pattern ไหนๆที่เคยใช้ได้ในอดีต  ไม่สามารถใช้ได้ในระยะยาว ... แม้เราจะมาสาย Fundamental มันก็จำเป็นมากนะคะที่จะต้องหมั่นศึกษากิจการที่เราลงทุนอยู่ว่า  ยังเป็นไปตามที่เราเคยวิเคราะห์ไว้หรือไม่ ... ยิ่งสาย Technical นี่ อย่าให้พูดเลย ... คุณยิ่งต้องโฟกัส ต้องคอยดู  Pattern เปลี่ยนมั้ย?  Indicator ตัวที่ใช้มันบอกอะไร?  Volume ล่ะ?  ต่างต่าง นานา ... และ หงีเชื่อว่า  ไม่มีนักลงทุนที่ดีคนไหน  ที่หยุดพัฒนาความรู้ความเข้าใจของตัวเองในเรื่อง "ธุรกิจ"  เพราะการลงทุนในหุ้น ก็คือ การเอาเงินที่คุณมีไปซื้อธุรกิจ ที่ซึ่งแม้คุณไม่ได้นั่งบริหารเอง  แต่คุณก็เป็นเจ้าของ ... และถึงแม้คุณจะเป็นสาย Technical ... หลีกเลี่ยงไม่ได้  ถ้าปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน "คนส่วนใหญ่" ชอบ หรือ ไม่ชอบ  แนวโน้มจะเทไปทางไหน  คุณก็ต้องรู้เพื่อเลือกข้างได้ถูก  :)  

3.  คนสวยน่ะ ... เค้าอาจจะเสียดาย แต่ไม่ง้อ!!!!
     
      อันนี้ต้องว่าไปตามกฎธรรมชาติก่อนว่า ... คนเรา ถ้าใจไม่รักแล้ว  จะง้อยังไง เค้าก็อยู่กับเราไปอีกไม่นานหรอกค่ะ   เพราะฉะนั้นแล้ว  อย่าเสียเวลาง้อจะดีกว่า
      แล้วยิ่งในเคสของคนสวยแล้วด้วย ...  อย่างพวกเธอแล้ว  มีคนวิ่งมาให้เลือกไม่เว้นแต่ละวัน ... ดังนั้น  ถ้าคนเก่าจะไป  เชิญค่ะ!!! ประตูอยู่ทางนั้น!!!  เธออาจจะ "เสียดาย" ค่ะ  แต่พวกเธอจะ "ไม่ง้อ" (มาก ... แหะๆ  คือ  บางเคสนางก็ง้ออ่ะนะ  แต่พวกนี้มักง้อไม่มาก และง้อไม่นาน ) 
      คนเก่าออกไป .. คนใหม่ก็จะเข้ามา .. ฉันใด ก็ฉันนั้นนะคะ ... เพราะฉะนั้นแล้ว  ปล่อยไปซะ  เพราะของใหม่ที่เข้ามา  อาจจะดีกว่าของเก่าก็เป็นได้!!! สวยๆค่ะ  สะบัดบ๊อบใส่แล้วไปออกกำลังกาย เชอะ!!
        
        สำหรับ Employee Engagement พนักงานดีๆเก่งๆนั้น หายาก .. อันนี้เข้าใจ ... แต่คุณขา  ถ้าหาก “ใจ” เค้าไม่อยู่กับเราแล้ว  ต่อให้ขึ้นเงินเดือนอีก 10 เท่า  สวัสดิการบ้านพร้อมรถยนต์  ยังไง ก็รั้งเค้าไว้ไม่ได้ตลอดไปหรอกค่ะ!!!! ... มีคำพูดๆหนึ่ง “ไม่มีใครแทนใครไม่ได้”  อันนี้ คือ สัจธรรมนะคะ ... ต่อให้วันนี้เค้าไม่ได้อยากลาออก  แต่ถ้าเค้า “ตาย”  มันก็เหมือนกันล่ะค่ะ  เราก็ต้องหาคนใหม่มาแทนเค้าอยู่ดี ... ดังนั้น “จากเป็นดีกว่าจากตาย” (ใครกล่าวไว้ไม่ทราบ) ลองดึงรั้งดูใจได้ ว่ายังมีให้กันไหม .. แต่ถ้าหมดแล้วล่ะก็   ปล่อยเค้าไปเถอะค่ะ ... เหมือนคนสวยได้กล่าวไว้ ... เก่าไป  เดี๋ยวใหม่ก็มา  และดีไม่ดี อาจจะดีกว่าเก่าด้วยซ็ำ ... สะบัดบ๊อบสวยๆ แล้วจากกันด้วยรอยยิ้ม :)
       
       ในเรื่องของการลงทุน .. อันนี้ หงีอินจัด :)  ก่อนหน้านี้ เป็นบ่อยมวาาาาาาาก  ... เสียดายย โอ๊ยยย ตกรถ  โอ๊ยยย  ขายเร็วไป  โอ๊ยยยย เข้าผิดตัว ...เฮ้ย คนสวย ( เออ บอกตัวเอง แฮ่!!!) ลองกฎนี้หน่อยม๊า ... ตกรถหรอ?  เฮ้ย ตัวนี้ไปแล้ว แล้วไง เดี๋ยวตัวใหม่ก็มา!!!  ขายเร็วไปหรอ?  แล้วไง?  หุ้นมันขึ้นตัวเดียวหรอ ทั้งกระดานและทั้งชาตินี้น่ะ!!!!  เอ๊ะหรือจะเคสเข้าผิดตัว ... โถถถถถ คุณขาาาา  เข้าผิดตัว ก็ถอนตัว Cut Loss สะบัดบ๊อบใส่แล้วจากมาสิคะ!!! จะทนจมปลักทำไม?  สวยๆอย่างเรา  ขี้คร้าน  เดินออกมาไม่ทันถึง 3 ก้าว ( ขายทิ้งไม่ถึง 3 วินาที)   ก็มีคนใหม่ ( หุ้นตัวใหม่ ) มาให้เลือกแล้วค่ะ!!!  สวยซะอย่าง!! ( ถ้าเงินหน้าตักไม่หมดซะก่อนอ่ะนะหงี i_i )

       กฎพื้นฐาน 3 ข้อนี้ ... อ่านดู  อาจจะคิดว่า ปัญญาอ่อน นะคะ ... แต่หงีลองเอามาใช้แล้ว  หงีว่ามันดีอ่ะ ... โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนในหุ้น  555+  
      
      ไม่ว่า คุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง  หงีว่า  Beautiful Girl Theory นี้  เข้าใจได้ง่าย และสามารถนำไปใช้ได้กับหลายสถานการณ์เมื่อเป็นเรื่องของการที่ต้องยุ่งกับคน  ( หึๆๆ  การลงทุนในหุ้น ก็เป็นเรือ่งเกี่ยวกับคนเช่นกัน :))

       เช่นเคยนะ ... หวังว่า จะมีประโยชน์กับคุณบ้าง 

      และสุดท้ายนี้ ... ถ้าจะให้คำจำกัดความกับตัวหงีเองล่ะก็ .. "คนสวย" น่ะ ไม่ใช่ ... ออกแนว บ้าๆบอๆ ... แต่มันดีกับใจนะ ;) แฮ่!!!

Good night world ^^
                                       Credit Picture :  Favim.com

Sunday, May 29, 2016

HR : ค่าตอบแทน ... เท่าไหร่ถึงจะพอดี?

เอาล่ะๆๆๆ  ... อย่าพึงงอนกัน ... หายไปไม่กี่วัน คงไม่ได้คิดถึงอะไรกันหรอกเนอะ  ( มองบน )

จริงๆ เรื่องของค่าตอบแทนนั้น ... Logic มันง่ายนิดเดียวเองค่ะ คือ "คุณต้องเข้าใจคน" :) 

ก่อนอื่นลย ... มาทำความเข้าใจเรื่องทั่วๆไปของค่าตอบแทนกันก่อนเนาะ ... จริงๆ ภาษา HR เค้าใช่คำว่า Total Remuneration ค่ะ ซึ่งแปลว่า ค่าตอบแทนรวม ... เพราะ ค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้แก่พนักงาน โดยทั่วไปแล้วไม่ได้มีแค่เงินเดือนอย่างเดียว  แต่มีเรื่องของสวัสดิการและอะไรอื่นๆอีกด้วย  ซึ่งก็สามารถแบ่งชัดๆได้เป็น 2 ส่วน  คือ  ส่วนที่เป็นเงิน และ ส่วนที่ไม่ใช่ตัวเงิน

ส่วนที่เป็นเงิน  ก็ได้แก่  เงินเดือน, ค่าคอมมิชชั่น
ส่วนที่ไม่ใช่เงิน   ก็ได้แก่  สวัสดิการต่างๆ อาทิเช่น ประกันสุขภาพ, รถรับส่ง, อาหารกลางวัน ฯลฯ

เอาจริงๆนะ ... มันมีแค่นี้แหละ ... ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน กับ ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน  :)

คุณรู้มั้ย ... หงีว่า Challenge ปัจจุบัน  มันไม่ได้อยู่ที่ "ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน" เสมอไปหรอก ...  เพราะอะไรน่ะหรอ? 

ก็เพราะ "มนุษย์"  ไม่ได้มีแต่ "ร่างกาย" แล้วจะต้องการแต่เงินมาซื้อของเพื่อสนอง Needs และตัณหาอย่างเดียวน่ะสิ!!!! 

ยกตัวอย่างเช่น  อันนี้เป็นเคสที่อาจารย์แกเล่าในห้อง (แหะๆ ยืมหน่อยนะคะอาจารย์ หนูชอบเคสนี้จังอ่ะ)  แกเล่าให้ฟังว่า มีลูกศิษย์แกคนหนึ่ง  อยากจะเปลี่ยนงาน ... โดยตั้งใจเลย จะเข้าบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มี Slider ให้พนักงานได้เล่นให้ได้ :) (หลายคนคงทราบนะคะว่าบริษัทไหน :))  เพราะแกรู้สึกว่า มันดู Flexible, Friendly และ แกอยากเล่น Slider!!!! ... หงีว่าอันเนี้ยะ มันสะท้อนให้เห็นว่า  การที่คุณทำ Branding และ PR ทำให้สังคมรู้สึกว่าคุณเป็น Brand ที่มีความสุข ( Oops! :)) มันสามารถดึงดูดบุคคลากรดีๆได้เหมือนกัน โดยคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ!!!

อีกอันนึง ... ที่สะท้อนถึงมุมการเลือกงานที่ไม่ได้เกี่ยวกับแค่ตัวเงิน  นั่นคือ ... แหม ... เล่าลำบากจัง '--
คืองี้นะ มีบุคคลวัย 20 ปลายๆ ท่านหนึ่ง  บ้านอยู่แถวๆสมุทรปราการ กำลังมองหางานหลังเรียนจบปริญญาโท  บังเอิญแกจบสาย Engineer ดังนั้น งานก็จะมี Offer แถวๆ สมุทรปราการ, อมตะนคร ด้วย ... แกมี Job Offer อยู่ 3 บริษัทค่ะ  โดยมีรายละเอียดดังนี้
-  สมุทรปราการ   ใกล้บ้าน  มียูนิฟอร์ม       32,000
-  อมตะนคร         ไกลบ้าน  ไม่มียูนิฟอร์ม   35,000
-  สีลม                 กลางๆ     ไม่มียูนิฟอร์ม   28,000
ลองเดาดูเล่นๆนะ  บุคคลท่านนี้  แกเลือกงานที่ไหน?  ต่อก ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก  ( คนอ่านคิดในใจ ... ไปเล่นตรงนู้นนะหงี ) แกเลือก "สมุทรปราการ" ... หรอ?  No!!!!!! Wrong!  Wrong!  Wrong!  ( นี่คิดถึง Master สมัยเด็กๆ  แกเป็น American  เวลาตอบผิด แกจะชอบพูดแบบเนี้ยะ รอง รอง รอง แต่เสียงเหมือนสัญญาณเตือนไฟไหม้อ่ะ )

แกเลือก "สีลม" ค่ะ!!!!  ทำไมน่ะหรอ?  แกให้เหตุผลแบบนี้ค่ะ ...

"แหม อายุก็ 20 ปลายๆแล้ว  เรื่องการหาคู่ก็เป็นเรื่องสำคัญ ... ไอ้ครั้นจะอยู่แต่โรงงานแถวสมุทรปราการ  หรือ อมตะนคร  ตัวเลือกมันน้อย โอกาสเจอคนถูกตาต้องใจมันก็น้อยตาม  ดังนั้น  สีลมนี่ล่ะ  ตอบโจทย์!! เงินเดือนน้อยกว่าหน่อย  เดินทางไกลหน่อย  แต่ก็โอเค๊"

ฟังเสร็จไอ้เราก็ขำ ... เออ มีการตัดสินใจเลือกงานแบบนี้ด้วยวุ้ย ... แต่ก็เออนะ  มันเป็นเรื่องจริงอ่ะ  ซึ่งเรื่องเนี้ยะ มันก็พันไปกับเรื่องของ Generation นะคะ ... สมมติว่า Spec ที่คุณต้องการจะจ้างเนี่ย เป็นเด็ก Gen Z  เฮ้ย คุณต้องเข้าใจเค้านะ ว่า เค้ามีความต้องการอะไร  มีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร  ไม่งั้นดึงดูดยาก  อยู่กันลำบาก ... ในทำนองเดียวกัน  สมมติคุณอยากได้คนมีประสบการณ์หน่อย แต่ไม่ได้ Senior มาก  เป็นคน Gen Y  คุณต้องรู้นะว่า  คน Gen นี้ ปัจจุบันอายุอยู่ประมาณเท่าไหร่  มีความต้องการอย่างไร  ... เพื่อคุณจะได้มาคิดต่อว่า คุณจะ Attract เค้าอย่างไร

อย่างไรก็ตามนะคะ ... ถึงแม้คุณจะเข้าใจในส่วนนี้แล้วว่า "เงิน" ไม่ใช่สิ่งเดียวที่คุณจะสามารถดึงดูดบุคคลากรที่มีความสามารถให้มาอยู่กับคุณได้  แต่คุณก็ลืมไปไม่ได้นะคะว่า "เงิน" ยังคงเป็น "ปัจจัยที่สำคัญ" อยู่ ดังนั้น  คุณจะ Cool แค่ไหน  แต่คุณจ่ายต่ำกว่าตลาดมากๆ  ก็ไม่มีใครเค้าอยากมาอยู่ด้วยอ่ะค่าาาาาา  ( หงีว่า ตรงนี้ก็แสดงถึง Mindset ของความแฟร์นะ  คือ ถ้าคุณจ่ายถูกมากๆ คือคุณกะเอาของถูกอย่างเดียวเลย  หงีว่า มันไม่ใช่อ่ะ )

นอกจากนี้ ... หงีอยากเพิ่มเติมในส่วนของการ Engage หรือ  การรักษาพนักงานให้อยู่กับเราไปนานๆค่ะ ... ทราบมั้ยคะ  คนเรานั้นประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ Body, Mind, Heart และ Spirit  ( ร่างกาย, สติปัญญา , ความรู้สึก, จิตวิญญาณ)  ดังนั้น  ในการดูแลคน  แม้คุณจะจ่ายอย่างเหมาะสมแล้ว  ให้สวัสดิการที่เป็นการดูแล "ร่างกาย" เค้าแล้ว  ก็อย่าได้ลืมในส่วนอื่นๆด้วย ... คือ ย้อนกลับไปที่ Core ค่ะ  "คุณต้องเข้าใจเค้า" ... บางท่าน มาทำงาน  นอกจากเงินแล้ว เค้าก็ต้องการพัฒนาในเรื่องของสติปัญญา  คุณได้ Engage เค้าในส่วนนี้ไหม?  คือ ได้ให้งานที่ Challenge ความสามารถในด้านการคิดของเค้า หรือ ให้เค้าได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆจากงานที่คุณมอบหมาย,   บางท่าน พอใจกับเงิน พอใจกับการพัฒนาแล้ว  แต่ต้องการการดูแลทางความรู้สึกที่ดี  คุณได้ดูแลเค้าหรือยัง?  หรือยังพูดจาหักหาญน้ำใจกันอยู่ประจำ  ไม่ให้ความสำคัญกับเค้า หรืออะไรต่างๆ

มาถึงตรงนี้ ... หงีเชื่อว่า  คุณคงพอจะเข้าใจแล้วว่า  "ค่าตอบแทน ... เท่าไหร่ถึงจะพอดี" มันไม่มี Absolute Number ... มันขึ้นอยู่กับว่า คุณกำลังจะจ้างใครต่างหาก ^^  หลักสำคัญ ก็คือ การเข้าใจคน  และรู้ว่า  เราสามารถให้อะไรได้บ้างที่ไม่ใช่เงิน 

ในทางกลับกัน ... สำหรับคนที่เป็นพนักงานอยู่ ... คิดให้ดีๆค่ะ ว่าปัจจุบันองค์กรเค้าดูแลเราเป็นอย่างไรบ้าง ... โดยเฉพาะถ้าหากใครที่คิดว่าอยากจะเปลี่ยนงาน หรือ มี Offer ใหม่ๆมา ... มอง Total Package ค่ะ   คิดให้ถี่ถ้วน  ทั้งหมดที่คุณจะได้รับทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่  รวมไปถึงการพัฒนาและการดูแลในแง่มุมอื่นๆด้วย

เช่นเคย ... หงีหวังว่า Post นี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่จะเข้าใจเรื่องของค่าตอบแทนมากขึ้น ทั้งทั้งเป็นพนักงาน ผู้บริหาร หรือ เจ้าของกิจการ :)

สุดท้ายนี้  ...  เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดหงีค่ะ ^^  ... ขอบคุณค่ะสำหรับคำอวยพร ( ยัง! ฉันยังไมได้คิดอะไรเลย  คนอ่านกล่าว )  คืองี้ ... หงีมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง Notting Hill ... เก่าดิ  โบราณดิ ... ใช่ ... แน่นอน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หงีได้ดูหนังเรื่องนี้หรอก ... แต่รู้มั้ย  หงีรู้สึกเหมือนพึ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก!!! เพราะหงีพึ่งเข้าใจเนื้อหา อารมณ์ และสิ่งที่หนังอยากจะสื่อ!!!  555+  เชื่อมั้ย ... ทั้งเรื่อง  หงีจำได้แค่ฉากที่มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า ตัวเค้าเป็น Fruitarian ผู้ซึ่งไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และกินเฉพาะพืชผักผลไม้ที่ตกจากต้นโดยธรรมชาติเท่านั้น  โดยการเด็ดผักผลไม้จากต้นโดยไม่ปล่อยให้หล่นเองถือเป็นการ ฆาตกรรม!!!! ( บ้าที่สุด ... แล้วไอ้ฉากน่ารักที่พระเอกดึงเวลาให้นางเอกอยู่กับเค้าให้นานที่สุดโดยชวนดื่มนู่นนี่ ทำไมจำไม่ได้!!)

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ... ประสบการณ์  จะเป็นตัวช่วยทำให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ... เช่น ก่อนหน้านี้  หงีคงดูเรื่อง Notting Hill ตอนเด็กมากๆ  ( แน่ล่ะ หนังปี 1999 อ่ะค่ะ )  หงีถึงไม่เข้าใจความโรแมนติก ความอบอุ่น ความน่ารักของการตกหลุมรัก ... แต่พอเมื่อวาน ( แน่นอน ... ปีนี้ก็ 32 ละ)  หงีเข้าใจทั้งหมด และเห็นว่า หนังเรื่องนี้นั้นเป็นหนังที่ดี  และอบอุ่นมากๆ

ซึ่งสอดคล้องกับคามเชื่อของคริสเตียนเราที่ว่า   พระเจ้ามีแผนการสำหรับเราทุกคน และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ... เรื่องนี้ ได้ตอกย้ำความเชื่อนี้... หงีไม่มีวันเข้าใจอะไรหลายๆอย่างถ้ายังไม่ถึงเวลา ... ในตอนเป็นเด็ก ยังไม่ต้องเข้าใจเรื่องความรัก  เราก็ไม่เข้าใจ ... เมื่อถึงเวลาที่สมควรแล้ว  เราก็จะรู้และเข้าใจทุกอย่างเอง :)

ขอบคุณที่อ่านจนจบ ... ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านค่ะ^^


Monday, May 16, 2016

เคลียร์ ชัด จริง ... สิ่งที่ CEO ต้องมี

ฮ้ายยยย ... เรามาเขียนเพิ่มอีกแล้ว ^^  เขียนสรุปซักหน่อยก่อนจะเข้าการเรียน Week ใหม่ กับอาจารย์ท่านใหม่
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ... หงีคิดว่า สิ่งที่หงีอยากจะเขียน และเชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลคนจำนวนมากที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน ให้เดินด้วยกันได้ เดินไปกับองค์กรได้  และนำพาองค์กรให้ไปในแนวทางที่ต้องการ ... นั่นคือ ตัว CEO เอง

อันดับแรกเลย CEO ต้องมี Vision ที่ชัด .. คุณจะเอาอะไร?  เป้าหมายในการทำธุรกิจของคุณคืออะไร?  ภาพที่คุณเห็นในอนาคตเป็นอย่างไร  และปัจจุบันนี้ คุณอยู่ตรงไหน ... เพื่ออะไร? 

1. เพื่อให้คุณทบทวนว่า แท้จริงแล้ว คุณเข้าใจตัวคุณเองดีจริงหรือเปล่า? คุณมีเป้าหมาย และเข้าใจธุรกิจของคุณจริงไหม?

2. เพื่อ Clear ความเข้าใจให้ตรงกันระหว่าง "คุณ" กับ "คนของคุณ"
    มนุษย์ไม่โง่ค่ะ  พระเจ้าประทานความสามารถในการคิดและเข้าใจมาในตัวของมนุษย์ทุกๆคน ... ดังนั้น  การที่เค้าเข้าใจว่า คุณต้องการอะไร? และตอนนี้เค้าอยู่ตรงไหน? แล้วจะต้องมุ่งหน้าไปทางไหน อย่างไร? เป็นสิ่งสำคัญมาก

ซึ่งถัดจากในเรื่องของ Business แล้ว ... การที่องค์กรต้องการ "คนอย่างไร" ( Type of people / Competency / Character / Behavior ) เป็นสิ่งที่คุณก็จะต้องเข้าใจด้วยเหมือนกัน
1. จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ ... คนของคุณต้องมีศักยภาพด้านไหน ขนาดไหนบ้าง?
2. พฤติกรรมของคนในองค์กรที่คุณต้องการนั้น  เป็นอย่างไร  ... เพื่อความสุขสบายใจในการอยู่ร่วมกันค่ะ  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าองค์กรของคุณเป็นองค์กรที่ต้องการคน active มากๆ  มี ambition  แต่คุณดันรับคน Chill เข้ามา ... ถามว่า  มันจะเดินไปด้วยกันอย่างไร?
3. การที่จะให้เค้าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  ทำงานเป็นทีมได้  และเดินไปกับองค์กรได้  เค้าต้องเป็นคนอย่างไร?  ยกตัวอย่างเช่น  คุณต้องการให้คนในองค์กรมีน้ำจิตน้ำใจให้แก่กัน  มีความสัมพันธ์ที่ดี  เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน  ถามว่า  ถ้าหากตอนคุณรับ คุณดูแต่ความสามารถ โดยไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าเรื่องนี้  มันก็ยากเหมือนกันนะคะ ที่จะถูกหวย แทงได้คนที่มีน้ำจิตน้ำใจอย่างที่ต้องการได้

สุดท้าย ... "คุณเป็นคนอย่างไร" เป็นสิ่งสำคัญมากๆค่ะ ... เคยได้ยินไหม?  หัวเป็นอย่างไร หางก็เป็นอย่างนั้น ... ตามนั้นเลย ... ป่วยการที่คุณจะสอนลูกน้องให้ขยัน  แต่ตัวคุณเองยังขี้เกียจ ... ป่วยการที่คุณจะสอนให้ลูกน้องซื่อสัตย์  แต่ตัวคุณเองยังมีวิธีการทำธุรกิจแบบเทาๆ ... ป่วยการที่คุณจะต้องการให้ลูกน้องมี Long term relationship กับองค์กร  ในขณะที่ตัวคุณเองยังทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน ... Character ของคุณ เป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น  มนุษย์นั้น เดินตาม "การกระทำ" ไม่ใช่ "คำพูด" ... ดังนั้น คุณควรสำรวจตัวเองให้ดีว่า คุณมีทัศนคติอย่างไรในแต่ละเรื่อง  ทั้งศีลธรรมคุณค่าภายในจิตใจ  การดูแลคน  การทำงาน  การเคารพคนอื่น  การมีน้ำจิตน้ำใจกับคนอื่น ... เหล่านี้ สำคัญทั้งสิ้นค่ะ ... โดยมัน Fake ไมได้ :)

มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสัญชาติญาณ .. หากในระยะแรก  เค้าจะยังจับไม่ได้ว่าคุณ fake ... แต่ไม่นานนักหรอก  เค้าจะจับได้เอง ... สันดาน ( ขออนุญาตใช้คำนี้เลย ) มันเปลี่ยนยาก ... อะไรที่มันไม่ Real มันทำไ้ด้ไม่นาน

ในบรรดา 3 ข้อที่เล่ามา ... หงีเน้นข้อที่ 3 ที่สุดค่ะ .. นั่นคือ Character และ Value ที่คุณ CEO ยึดเหนี่ยว ... ถ้าหากวันนี้  เมื่อทบทวนตัวเองแล้ว คุณพบว่า ยังมีทัศนคติในการทำธุรกิจ ในการดูแลคนไม่แฟร์  ... กรุณาปรัปรุงเสีย ... Sustainable Business นั้น หงีเชื่อเหลือเกินว่า นอกจากของดี ของโดนแล้ว Good Sincere Relationship นั้นสำคัญมาก

โพสต์นี้ ... เป็นการกลั่นกรองจากการเรียน และความเข้าใจจากการหาข้อมูล และประสบการณ์ของหงี ... หงีหวังว่า มันจะมีประโยชน์ต่อคุณผู้อ่านนะคะ ^^

สุดท้ายนี้ .. ขอขอบคุณ คุณ Mak Chew Camon ; Executive Director ; PacRim Group Thailand ... ผู้ซึ่งสละเวลา Coach แบบ One - on - One ในขณะที่หงีได้ใช้เวลาที่มีค่ามากๆที่ PacRim  ....  คุณมาคสอนสิ่งที่วิเศษหลายอย่าง  โดยคำสอนที่เปลี่ยนชีวิต และเปิดโลกของหงีเกี่ยวกับ Management & Leadership ที่สำคัญที่สุดคือ "Walk The Talk" ... หงีคิดว่า  วลีนี้อธิบายทุกอย่างแล้วจริงๆ

Thank you my reader ^^

ngee

รูปนี้อธิบายหัวข้อแรก :  ถ้า Direction คุณไม่เคลียร์  องค์กรคุณก็เดินแบบมั่วๆซั่วๆแบบรูปทางซ้ายค่ะ




Thursday, May 12, 2016

เข้าใจ 'HR' ซะใหม่ให้เลิกเชย

ฮ้ายยยยยย.... หงีไงงงงงงงงงง ;p
มาต่อกันตอนที่ 2 แล้วนะ ในเรื่องของ HR หุหุ ... ก็แบบนี้แหละ  มีไรน่าสนใจที่คิดว่ามีประโยชน์ ก็อยากจะเอามาแชร์นะ

เราคงปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า ทุกธุรกิจ วันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "คน" ... เพราะ "คน" คือ ผู้ขับเคลื่อนองค์กร ...  "คน" คือ เหตุผลที่เราดำเนินธุรกิจกันอยู่ทุกวันนี้

ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจเรื่องคน  โดยเฉพาะในคนระดับ CEO / ผู้บริหาร / เจ้าของ จึงสำคัญมาก ... คุณต้อง "เข้าใจ" จริงๆ  ทั้งคนนอกบ้าน (ลูกค้า , คู่แข่ง, Supplier) และคนในบ้าน ( พนักงานของคุณทั้งหมด)  ... ถ้าไม่เข้าใจคนนอกบ้าน  คุณจะแข่งขันอย่างไร?  และถ้าไม่เข้าใจคนในบ้าน  ... บ้านแตก แล้วองค์กรจะเดินต่อไปอย่างไร?

ในสมัยก่อน สมัยที่คนเรายังไม่มีความรู้มากนัก  สมัยที่โลก เปลี่ยนจาก ยคเกษตรกรรม เป็น ยุคอุตสาหกรรม ... เราต้องการมนุษย์ส่วนใหญ่มาทำงานเพียงเป็น Skill Labor ... แต่ Hello .. โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ... ปัจจุบัน  เราต้องการมนุษย์ทีมีความรู้ความสามารถมากขึ้น  ใช้ความคิดมากขึ้น  เข้าอกเข้าใจคนมากขึ้น ... ทำงานที่มันละเอียด ซ้ำซ้อนมากขึ้น ... และด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์  คนที่ฉลาดมากขึ้น ... เค้าก็ต้องการอะไรที่มัน "มากขึ้น" .. แน่นอน  มากกว่า "เงินทอง" แน่ๆล่ะ

จากการเรียนมา 2 Class ( แหม ... เกริ่นมาซะอย่างกะเรียนมาเยอะ ... มองบน )  บวกกับการหาข้อมูลเพิ่ม และวิเคราะห์เอง ก็ได้ความรู้เรื่อง สถานการณ์ปัจจุบันของเรื่องทรัพยากรมนุษย์ และ งานที่เปลี่ยนไปของ HR  ซึ่งก็จะขอสรุปให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้

1.  Globalization - Talent Scarcity
     เพราะโลกมันแคบลงค่ะ :) รวมถึง  ความสะดวกในด้านกฎหมาย ที่ คนเก่ง สามารถทำงานได้ทั่วโลก ในขณะที่ การแข่งขันทางธุรกิจก็รุนแรงยิ่งขึ้นๆ ทำให้ Demand ของคนเก่งนั้นมีมาก ในขณะที่ โลกนี้ สร้างคนเก่งมาไม่ทัน  และแถมยังไม่พอ  คนเก่งยัง Move ไปนู่นไปนี่ไ้ด้ตามใจ  เค้ามี Choice มาก  ดังนั้น  วันนี้ ... คุณต้องลองคิดล่ะ .. ทำไมคนเก่งเหล่านั้นต้องมาอยู่กับคุณ?  อ่ะคิดให้ดีๆ

2.  Who to acquire?
     เอาล่ะ ในข้อนี้ ... จริงๆต้องเริ่มตั้งแต่คุณสำรวจ องค์กร และตัวคุณเองก่อนเลย .. คุณต้องมี Vision & Direction ให้แน่ ... องค์กรคณต้องการจะไปยังไง  และคุณต้องการคนแบบไหน .. ซึ่งมันไม่ใช่แค่ด้าน ความสามารถหรอก  ด้านคาแรคเตอร์ คุณก็ต้องคิดถึงด้วย ... คุณอยากได้มั้ย?  คนเก่งมากๆ แต่ทำงานเป็นทีมไม่ได้น่ะ?  หรือเก่งมาก ทำงานเป็นทีมได้  แต่มาทำงานเพื่อแลกเงินโดยเค้าไม่ได้ให้ใจกับองค์กร

3. How to engage?
    อย่างที่บอกนะคะ ... คนเก่งมันขาดแคลน ... ถ้าหากคุณไม่เข้าใจเค้า  ต่อให้ Step แรก  คุณเอาเค้ามรร่วมงานได้  แต่บอกเลย  Engage มันเป็นอีกเรื่องเลยนะ ... คุณต้องเข้าใจมนุษย์ปัจจุบัน ว่า เค้าต้องการอะไร?  และคนแต่ละคนเองจริงๆแล้วก็มีความต้องการ  มีแรงจูงใจ  มีเป้าหมายชีวิตที่ต่างกัน ... นี่ยังไม่นับรวม วัยที่ต่างกัน  ก็ทำให้มีความชอบ  มีความจำเป็น  มีความต้องการที่ไม่เหมือนกันด้วย .. ซึ่ง คุณ  จะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า เค้าต้องการอะไร?

4. งาน HR ไม่ใช่แค่ทำเงินเดือน  วันลา ดูแลกฎระเบียบ แต่เป็น Total Package ในการดูแลคน
    งานด้านทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบัน ... มันเริ่มตั้งแต่ คุณต้องเข้าใจตัวธุรกิจของคุณ  รวมถึงต้องเข้าใจ Stage ในปัจจุบันที่ธุรกิจอยู่  รวมถึง Vision และ Direction ด้วย  ถึงจะรู้ว่า  บริษัท ต้องการคนแบบไหน  หลังจากนั้น  ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยค่ะว่า คนประเภทนั้นน่ะ  เราจะดึงดูดเค้ามาร่วมงานกับเราได้อย่างไร  และเมื่อเค้าเข้ามาแล้ว  ก็ต้องดูแลผลประโยชน์ แนวทางในการพัฒนา  รวมถึงมองทางในการเจริญเติบโตให้เค้าด้วย  ... ไม่ใช่แค่  ลงประาศรับสมัคร รอคนมาสมัคร สัมภาษณ์  สักแต่รับๆมาโดยดูแค่ความสามารถในการทำงาน  แล้วหลังจากรับมาแล้ว ก็ปล่อยให้ทำงาน โดยไม่เคยมาดูดำดูดีว่า เค้ายังทำงานอย่างมีความสุขมั้ย?  เค้าอยากจะโตไปแบบไหน?  ผลประโยชน์อะไรต่างๆที่ให้กับเค้า มันแฟร์หรือเปล่า ... เรียกง่ายๆ คือ  คิดตั้งแต่จะดึงดูดอย่างไร  เมื่อได้เค้ามาแล้ว ก็ต้องมีแผนการดูแลและพัฒนาให้เค้าเก่งขึ้น  อยู่ได้อย่างมีความสุข และทำงานที่ดีให้ริษัทไปยาวๆ

5. Talent Mobility
     ข้อนี้  หงี Buy in มากๆ  หงีเชื่อว่า มนุษย์ นั้นมีศักยภาพมากเหลือเกิน  และเราจะทำอะไรก็ทำได้ .. ดังนั้น  หงีเชื่อมากว่า  คนเก่ง  ให้ทำอะไรก็ทำได้ ... เพราะฉะนั้น HR สมัยใหม่ เค้าจึงบอกว่า  ให้เอาคนเก่งไปลองทำงานต่างๆ อยู่ในตำแหน่งต่างๆ ให้หลากหลาย  ในมุมหนึ่ง ก็คือให้เค้าได้ลองเพื่อให้ได้รู้  เพื่อจะได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร  อะไรเหมาะ อะไรไม่เหมาะ  และในอีกมุมหนึ่งก็คือ  เอาคนเก่งๆไปงานในหลายๆด้าน  มันก็ได้งานดีๆในหลายๆด้านนั่นแหละ

6. IT play important role  ( ข้อนี้  เหล่า StartUps ข้ามได้เลยนะคะ )
    ถ้าคุณเข้าใจมนุษย์   ข้อนี้ เข้าใจไม่ยากหรอกค่ะ ... คนปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว  Lifestyle ติดอยู่กับ Mobile & Social Network มาก และ IT  ไม่ใช่ยาขมอีกต่อไป ... ดังนั้น  การ Attract Talent จึงสามารถทำผ่าน Social Network ก็ได้  เช่น  การสร้าง Brandให้น่าสนใจ ให้คนเก่งๆ อยากจะมาทำงานกับเรา ... ไปจนถึง  การใช้ Social Network เช่น FB page ของบริษัทในงาน HR  อย่างเช่น จะประกาศคุณงานความดีใคร ก็ทำมันลงบนเพจของบริษัท  อะไรงิ ... รวมไปถึงการมองหา Talent ผ่านทาง Linkedin เป็นต้น

7.  Re-skilling HR
      การปรับทักษะ  ก้าวตามให้ทันโลกอยู่เสมอค่ะ ... อะไรเป็น Best Practice , Best Tool หูตาสมอง ต้องไว ต้องกว้างไกล   และต้องเป็นคนทันโลก ทันพฤติกรรมมนุษย์ค่ะ

เฮ้ยยาวอ่ะ ... ไม่คิดว่า นอกจากเรื่องหุ้นแล้ว จะสามารถเขียนอะไรได้ยาวๆแบบนี้  555+

ลองดูนะคะ  จริงๆ Post นี้  หงีคิดว่าคนที่ได้อ่านเยอะๆ น่าจะเป็นพวก เจ้าของ  CEO หรือ ทั่นผู้บริหาร ทั้งหลาย ... คุณควรจะเข้าใจเรื่องการดูแลบริหารจัดการคนให้ถูกต้องได้แล้ว  ...  คุณควรมี Mindset ที่ถูกต้องเรื่องคนด้วย  คุณควรรู้ว่า มนุษย์นั้นฉลาดและมีศักยภาพมาก ... อย่า Attract คนเก่ง  โดยไม่ดูคาแรคเตอร์  หรือเมื่อได้เค้ามาแล้ว ก็อย่าปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลจิตใจ  ไม่สนใจอนาคตเค้า ... คนเก่ง อยู่ที่ไหน ทำอะไรก็ได้นะคะ :)

เอาล่ะ  เลิกเชย แล้วลองสำรวจวิธีคิดตัวเอง  และ องค์กรตัวเองได้แล้ว

หงีหวังว่า  โพสต์นี้จะมีประโยชน์เช่นเคย ^^

Good night world