Monday, May 16, 2016

เคลียร์ ชัด จริง ... สิ่งที่ CEO ต้องมี

ฮ้ายยยย ... เรามาเขียนเพิ่มอีกแล้ว ^^  เขียนสรุปซักหน่อยก่อนจะเข้าการเรียน Week ใหม่ กับอาจารย์ท่านใหม่
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ... หงีคิดว่า สิ่งที่หงีอยากจะเขียน และเชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลคนจำนวนมากที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน ให้เดินด้วยกันได้ เดินไปกับองค์กรได้  และนำพาองค์กรให้ไปในแนวทางที่ต้องการ ... นั่นคือ ตัว CEO เอง

อันดับแรกเลย CEO ต้องมี Vision ที่ชัด .. คุณจะเอาอะไร?  เป้าหมายในการทำธุรกิจของคุณคืออะไร?  ภาพที่คุณเห็นในอนาคตเป็นอย่างไร  และปัจจุบันนี้ คุณอยู่ตรงไหน ... เพื่ออะไร? 

1. เพื่อให้คุณทบทวนว่า แท้จริงแล้ว คุณเข้าใจตัวคุณเองดีจริงหรือเปล่า? คุณมีเป้าหมาย และเข้าใจธุรกิจของคุณจริงไหม?

2. เพื่อ Clear ความเข้าใจให้ตรงกันระหว่าง "คุณ" กับ "คนของคุณ"
    มนุษย์ไม่โง่ค่ะ  พระเจ้าประทานความสามารถในการคิดและเข้าใจมาในตัวของมนุษย์ทุกๆคน ... ดังนั้น  การที่เค้าเข้าใจว่า คุณต้องการอะไร? และตอนนี้เค้าอยู่ตรงไหน? แล้วจะต้องมุ่งหน้าไปทางไหน อย่างไร? เป็นสิ่งสำคัญมาก

ซึ่งถัดจากในเรื่องของ Business แล้ว ... การที่องค์กรต้องการ "คนอย่างไร" ( Type of people / Competency / Character / Behavior ) เป็นสิ่งที่คุณก็จะต้องเข้าใจด้วยเหมือนกัน
1. จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ ... คนของคุณต้องมีศักยภาพด้านไหน ขนาดไหนบ้าง?
2. พฤติกรรมของคนในองค์กรที่คุณต้องการนั้น  เป็นอย่างไร  ... เพื่อความสุขสบายใจในการอยู่ร่วมกันค่ะ  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าองค์กรของคุณเป็นองค์กรที่ต้องการคน active มากๆ  มี ambition  แต่คุณดันรับคน Chill เข้ามา ... ถามว่า  มันจะเดินไปด้วยกันอย่างไร?
3. การที่จะให้เค้าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  ทำงานเป็นทีมได้  และเดินไปกับองค์กรได้  เค้าต้องเป็นคนอย่างไร?  ยกตัวอย่างเช่น  คุณต้องการให้คนในองค์กรมีน้ำจิตน้ำใจให้แก่กัน  มีความสัมพันธ์ที่ดี  เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน  ถามว่า  ถ้าหากตอนคุณรับ คุณดูแต่ความสามารถ โดยไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าเรื่องนี้  มันก็ยากเหมือนกันนะคะ ที่จะถูกหวย แทงได้คนที่มีน้ำจิตน้ำใจอย่างที่ต้องการได้

สุดท้าย ... "คุณเป็นคนอย่างไร" เป็นสิ่งสำคัญมากๆค่ะ ... เคยได้ยินไหม?  หัวเป็นอย่างไร หางก็เป็นอย่างนั้น ... ตามนั้นเลย ... ป่วยการที่คุณจะสอนลูกน้องให้ขยัน  แต่ตัวคุณเองยังขี้เกียจ ... ป่วยการที่คุณจะสอนให้ลูกน้องซื่อสัตย์  แต่ตัวคุณเองยังมีวิธีการทำธุรกิจแบบเทาๆ ... ป่วยการที่คุณจะต้องการให้ลูกน้องมี Long term relationship กับองค์กร  ในขณะที่ตัวคุณเองยังทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน ... Character ของคุณ เป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น  มนุษย์นั้น เดินตาม "การกระทำ" ไม่ใช่ "คำพูด" ... ดังนั้น คุณควรสำรวจตัวเองให้ดีว่า คุณมีทัศนคติอย่างไรในแต่ละเรื่อง  ทั้งศีลธรรมคุณค่าภายในจิตใจ  การดูแลคน  การทำงาน  การเคารพคนอื่น  การมีน้ำจิตน้ำใจกับคนอื่น ... เหล่านี้ สำคัญทั้งสิ้นค่ะ ... โดยมัน Fake ไมได้ :)

มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสัญชาติญาณ .. หากในระยะแรก  เค้าจะยังจับไม่ได้ว่าคุณ fake ... แต่ไม่นานนักหรอก  เค้าจะจับได้เอง ... สันดาน ( ขออนุญาตใช้คำนี้เลย ) มันเปลี่ยนยาก ... อะไรที่มันไม่ Real มันทำไ้ด้ไม่นาน

ในบรรดา 3 ข้อที่เล่ามา ... หงีเน้นข้อที่ 3 ที่สุดค่ะ .. นั่นคือ Character และ Value ที่คุณ CEO ยึดเหนี่ยว ... ถ้าหากวันนี้  เมื่อทบทวนตัวเองแล้ว คุณพบว่า ยังมีทัศนคติในการทำธุรกิจ ในการดูแลคนไม่แฟร์  ... กรุณาปรัปรุงเสีย ... Sustainable Business นั้น หงีเชื่อเหลือเกินว่า นอกจากของดี ของโดนแล้ว Good Sincere Relationship นั้นสำคัญมาก

โพสต์นี้ ... เป็นการกลั่นกรองจากการเรียน และความเข้าใจจากการหาข้อมูล และประสบการณ์ของหงี ... หงีหวังว่า มันจะมีประโยชน์ต่อคุณผู้อ่านนะคะ ^^

สุดท้ายนี้ .. ขอขอบคุณ คุณ Mak Chew Camon ; Executive Director ; PacRim Group Thailand ... ผู้ซึ่งสละเวลา Coach แบบ One - on - One ในขณะที่หงีได้ใช้เวลาที่มีค่ามากๆที่ PacRim  ....  คุณมาคสอนสิ่งที่วิเศษหลายอย่าง  โดยคำสอนที่เปลี่ยนชีวิต และเปิดโลกของหงีเกี่ยวกับ Management & Leadership ที่สำคัญที่สุดคือ "Walk The Talk" ... หงีคิดว่า  วลีนี้อธิบายทุกอย่างแล้วจริงๆ

Thank you my reader ^^

ngee

รูปนี้อธิบายหัวข้อแรก :  ถ้า Direction คุณไม่เคลียร์  องค์กรคุณก็เดินแบบมั่วๆซั่วๆแบบรูปทางซ้ายค่ะ




Thursday, May 12, 2016

เข้าใจ 'HR' ซะใหม่ให้เลิกเชย

ฮ้ายยยยยย.... หงีไงงงงงงงงงง ;p
มาต่อกันตอนที่ 2 แล้วนะ ในเรื่องของ HR หุหุ ... ก็แบบนี้แหละ  มีไรน่าสนใจที่คิดว่ามีประโยชน์ ก็อยากจะเอามาแชร์นะ

เราคงปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า ทุกธุรกิจ วันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "คน" ... เพราะ "คน" คือ ผู้ขับเคลื่อนองค์กร ...  "คน" คือ เหตุผลที่เราดำเนินธุรกิจกันอยู่ทุกวันนี้

ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจเรื่องคน  โดยเฉพาะในคนระดับ CEO / ผู้บริหาร / เจ้าของ จึงสำคัญมาก ... คุณต้อง "เข้าใจ" จริงๆ  ทั้งคนนอกบ้าน (ลูกค้า , คู่แข่ง, Supplier) และคนในบ้าน ( พนักงานของคุณทั้งหมด)  ... ถ้าไม่เข้าใจคนนอกบ้าน  คุณจะแข่งขันอย่างไร?  และถ้าไม่เข้าใจคนในบ้าน  ... บ้านแตก แล้วองค์กรจะเดินต่อไปอย่างไร?

ในสมัยก่อน สมัยที่คนเรายังไม่มีความรู้มากนัก  สมัยที่โลก เปลี่ยนจาก ยคเกษตรกรรม เป็น ยุคอุตสาหกรรม ... เราต้องการมนุษย์ส่วนใหญ่มาทำงานเพียงเป็น Skill Labor ... แต่ Hello .. โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ... ปัจจุบัน  เราต้องการมนุษย์ทีมีความรู้ความสามารถมากขึ้น  ใช้ความคิดมากขึ้น  เข้าอกเข้าใจคนมากขึ้น ... ทำงานที่มันละเอียด ซ้ำซ้อนมากขึ้น ... และด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์  คนที่ฉลาดมากขึ้น ... เค้าก็ต้องการอะไรที่มัน "มากขึ้น" .. แน่นอน  มากกว่า "เงินทอง" แน่ๆล่ะ

จากการเรียนมา 2 Class ( แหม ... เกริ่นมาซะอย่างกะเรียนมาเยอะ ... มองบน )  บวกกับการหาข้อมูลเพิ่ม และวิเคราะห์เอง ก็ได้ความรู้เรื่อง สถานการณ์ปัจจุบันของเรื่องทรัพยากรมนุษย์ และ งานที่เปลี่ยนไปของ HR  ซึ่งก็จะขอสรุปให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้

1.  Globalization - Talent Scarcity
     เพราะโลกมันแคบลงค่ะ :) รวมถึง  ความสะดวกในด้านกฎหมาย ที่ คนเก่ง สามารถทำงานได้ทั่วโลก ในขณะที่ การแข่งขันทางธุรกิจก็รุนแรงยิ่งขึ้นๆ ทำให้ Demand ของคนเก่งนั้นมีมาก ในขณะที่ โลกนี้ สร้างคนเก่งมาไม่ทัน  และแถมยังไม่พอ  คนเก่งยัง Move ไปนู่นไปนี่ไ้ด้ตามใจ  เค้ามี Choice มาก  ดังนั้น  วันนี้ ... คุณต้องลองคิดล่ะ .. ทำไมคนเก่งเหล่านั้นต้องมาอยู่กับคุณ?  อ่ะคิดให้ดีๆ

2.  Who to acquire?
     เอาล่ะ ในข้อนี้ ... จริงๆต้องเริ่มตั้งแต่คุณสำรวจ องค์กร และตัวคุณเองก่อนเลย .. คุณต้องมี Vision & Direction ให้แน่ ... องค์กรคณต้องการจะไปยังไง  และคุณต้องการคนแบบไหน .. ซึ่งมันไม่ใช่แค่ด้าน ความสามารถหรอก  ด้านคาแรคเตอร์ คุณก็ต้องคิดถึงด้วย ... คุณอยากได้มั้ย?  คนเก่งมากๆ แต่ทำงานเป็นทีมไม่ได้น่ะ?  หรือเก่งมาก ทำงานเป็นทีมได้  แต่มาทำงานเพื่อแลกเงินโดยเค้าไม่ได้ให้ใจกับองค์กร

3. How to engage?
    อย่างที่บอกนะคะ ... คนเก่งมันขาดแคลน ... ถ้าหากคุณไม่เข้าใจเค้า  ต่อให้ Step แรก  คุณเอาเค้ามรร่วมงานได้  แต่บอกเลย  Engage มันเป็นอีกเรื่องเลยนะ ... คุณต้องเข้าใจมนุษย์ปัจจุบัน ว่า เค้าต้องการอะไร?  และคนแต่ละคนเองจริงๆแล้วก็มีความต้องการ  มีแรงจูงใจ  มีเป้าหมายชีวิตที่ต่างกัน ... นี่ยังไม่นับรวม วัยที่ต่างกัน  ก็ทำให้มีความชอบ  มีความจำเป็น  มีความต้องการที่ไม่เหมือนกันด้วย .. ซึ่ง คุณ  จะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า เค้าต้องการอะไร?

4. งาน HR ไม่ใช่แค่ทำเงินเดือน  วันลา ดูแลกฎระเบียบ แต่เป็น Total Package ในการดูแลคน
    งานด้านทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบัน ... มันเริ่มตั้งแต่ คุณต้องเข้าใจตัวธุรกิจของคุณ  รวมถึงต้องเข้าใจ Stage ในปัจจุบันที่ธุรกิจอยู่  รวมถึง Vision และ Direction ด้วย  ถึงจะรู้ว่า  บริษัท ต้องการคนแบบไหน  หลังจากนั้น  ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยค่ะว่า คนประเภทนั้นน่ะ  เราจะดึงดูดเค้ามาร่วมงานกับเราได้อย่างไร  และเมื่อเค้าเข้ามาแล้ว  ก็ต้องดูแลผลประโยชน์ แนวทางในการพัฒนา  รวมถึงมองทางในการเจริญเติบโตให้เค้าด้วย  ... ไม่ใช่แค่  ลงประาศรับสมัคร รอคนมาสมัคร สัมภาษณ์  สักแต่รับๆมาโดยดูแค่ความสามารถในการทำงาน  แล้วหลังจากรับมาแล้ว ก็ปล่อยให้ทำงาน โดยไม่เคยมาดูดำดูดีว่า เค้ายังทำงานอย่างมีความสุขมั้ย?  เค้าอยากจะโตไปแบบไหน?  ผลประโยชน์อะไรต่างๆที่ให้กับเค้า มันแฟร์หรือเปล่า ... เรียกง่ายๆ คือ  คิดตั้งแต่จะดึงดูดอย่างไร  เมื่อได้เค้ามาแล้ว ก็ต้องมีแผนการดูแลและพัฒนาให้เค้าเก่งขึ้น  อยู่ได้อย่างมีความสุข และทำงานที่ดีให้ริษัทไปยาวๆ

5. Talent Mobility
     ข้อนี้  หงี Buy in มากๆ  หงีเชื่อว่า มนุษย์ นั้นมีศักยภาพมากเหลือเกิน  และเราจะทำอะไรก็ทำได้ .. ดังนั้น  หงีเชื่อมากว่า  คนเก่ง  ให้ทำอะไรก็ทำได้ ... เพราะฉะนั้น HR สมัยใหม่ เค้าจึงบอกว่า  ให้เอาคนเก่งไปลองทำงานต่างๆ อยู่ในตำแหน่งต่างๆ ให้หลากหลาย  ในมุมหนึ่ง ก็คือให้เค้าได้ลองเพื่อให้ได้รู้  เพื่อจะได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร  อะไรเหมาะ อะไรไม่เหมาะ  และในอีกมุมหนึ่งก็คือ  เอาคนเก่งๆไปงานในหลายๆด้าน  มันก็ได้งานดีๆในหลายๆด้านนั่นแหละ

6. IT play important role  ( ข้อนี้  เหล่า StartUps ข้ามได้เลยนะคะ )
    ถ้าคุณเข้าใจมนุษย์   ข้อนี้ เข้าใจไม่ยากหรอกค่ะ ... คนปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว  Lifestyle ติดอยู่กับ Mobile & Social Network มาก และ IT  ไม่ใช่ยาขมอีกต่อไป ... ดังนั้น  การ Attract Talent จึงสามารถทำผ่าน Social Network ก็ได้  เช่น  การสร้าง Brandให้น่าสนใจ ให้คนเก่งๆ อยากจะมาทำงานกับเรา ... ไปจนถึง  การใช้ Social Network เช่น FB page ของบริษัทในงาน HR  อย่างเช่น จะประกาศคุณงานความดีใคร ก็ทำมันลงบนเพจของบริษัท  อะไรงิ ... รวมไปถึงการมองหา Talent ผ่านทาง Linkedin เป็นต้น

7.  Re-skilling HR
      การปรับทักษะ  ก้าวตามให้ทันโลกอยู่เสมอค่ะ ... อะไรเป็น Best Practice , Best Tool หูตาสมอง ต้องไว ต้องกว้างไกล   และต้องเป็นคนทันโลก ทันพฤติกรรมมนุษย์ค่ะ

เฮ้ยยาวอ่ะ ... ไม่คิดว่า นอกจากเรื่องหุ้นแล้ว จะสามารถเขียนอะไรได้ยาวๆแบบนี้  555+

ลองดูนะคะ  จริงๆ Post นี้  หงีคิดว่าคนที่ได้อ่านเยอะๆ น่าจะเป็นพวก เจ้าของ  CEO หรือ ทั่นผู้บริหาร ทั้งหลาย ... คุณควรจะเข้าใจเรื่องการดูแลบริหารจัดการคนให้ถูกต้องได้แล้ว  ...  คุณควรมี Mindset ที่ถูกต้องเรื่องคนด้วย  คุณควรรู้ว่า มนุษย์นั้นฉลาดและมีศักยภาพมาก ... อย่า Attract คนเก่ง  โดยไม่ดูคาแรคเตอร์  หรือเมื่อได้เค้ามาแล้ว ก็อย่าปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลจิตใจ  ไม่สนใจอนาคตเค้า ... คนเก่ง อยู่ที่ไหน ทำอะไรก็ได้นะคะ :)

เอาล่ะ  เลิกเชย แล้วลองสำรวจวิธีคิดตัวเอง  และ องค์กรตัวเองได้แล้ว

หงีหวังว่า  โพสต์นี้จะมีประโยชน์เช่นเคย ^^

Good night world



   

Tuesday, May 10, 2016

Human Resource Management และ HR in M&A Case :)

Halo หงีเอง :) จำกันได้มั้ย?  ... ยังน่าาาาา ยังไม่ตายยยยย  แค่ไม่ได้เขียนนาน 555+

ที่ไม่ได้เขียน ก็ไม่ใช่อะไรนะคะ ... ไม่มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจอยากจะแชร์  ... แต่วันนี้ค่ะ  หงีกลับมาแล้ว!!! หึหึหึ ... ในหัวข้อ ที่ถือว่า เป็นเรื่องใหม่อีกเรื่องของชีวิต นั่นก็คือเรื่องของ Human Resource Management

แต่ไหนแต่ไรมา  ไม่เคยสนใจนะคะเรื่องของคนเนี่ย ... มาจากสาย Finance ค่ะ  ... และงานที่ทำก่อนสาย Finance นั้น  ก็ .. คือตอนนั้น เด็กมาก  ไม่สนใจหรอกค่ะ  บริหารทรัพยากรมนุษย์อะไร

ด้วยเนื้องานในสาย Finance เป็นการ วิเคราะห์ธุรกิจ ... การประเมินมูลค่ากิจการ .. ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการวิเคราะห์ทาง Business ทั้งสิ้น  โดยไม่ได้แตะถึงเรื่องคนเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตามค่ะ  เริ่มสนใจ และให้ความสำคัญ เมื่อทำ VC ค่ะ... ในตอนนั้นมีคำถามนึง ที่เอ๊ะ ขึ้นมาในใจว่า เฮ้ย ไอ้กิจการที่เรากำลังประเมินอยู่เนี่ย จริงๆแล้ว  สิ่งที่เป็นหัวใจหลัก คือ "คน" นะ ... ถ้าขาด "คนที่มีความสามารถ" หรือ ผู้บริหาร หรือ CEO คนปัจจุบันไปแล้ว  ก็เท่ากับ พื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนเลยนะเว่ย!!!

นั่นเป็นแค่ เอ๊ะ แรก .. แต่ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไรกับเอ๊ะนั้น ...  ต่อมาค่ะ .. พระเจ้า ได้ให้โอกาสเข้าไปเรียนรู้งานในบริษัทที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนาบุคคลากร  หรือ HR Consult นั่นแหละ  ... แต่เจ้าเนี้ยะ เค้าเน้นสาย Training & Development  ไม่ใช่สาย "ประเมินศักยภาพ" หรือ "ค้นหา Core Competency"

แล้วก็ได้เริ่มเห็นเลยค่ะว่า  บริษัทใหญ่ๆนั้น  ให้ความสำคัญกับเรื่องของ HR แค่ไหน ... และทำไม บริษัทเหล่านั้นถึงให้ความสำคัญเรื่องคน

Logic นั้นเลย ... ธุรกิจ มันจะขับเคลื่อนไปได้  ก็เพราะ "คน" ... ถ้าหากองค์กรมี "คนเก่งมีความสามารถ และมีศักยภาพ" ซึ่งเป็น "คนดี" คนรักองค์กรแล้วเนี่ย ... บอกได้เลย  มันยิ่งกว่ากระโดดซะอีก!!!

จากที่นี่ เราเริ่มสังเกตุบริษัทหลายๆบริษัท .. แล้วก็ได้เห็นเลยว่า ในบริษัทที่มีปัญหาเรื่องคน  เช่น  คนขาด,  ศักยภาพพนักงานไม่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร  หรือแม้กระทั่ง  การ Engage พนักงานเก่งๆไว้ไม่ได้  นั้นเนี่ย ... มันหายนะขนาดไหน ... บางบริษัท  ถึงกับต้องปิดตัวลงเลยก็มีนะคะ  i_i

ปัจจุบัน ... เมื่อมาดูแลกิจการส่วนตัว  ( ออกตัวก่อน ... เป็นกิจการที่มีหุ้นส่วนนะ  ไม่ใช่ของเราคนเดียว) ... เราแบ่งงานกันทำ  ... แต่ในส่วนของ IT/ Analysis / HR ไม่มีใครทำ ... เราก็ รับหน้าที่  ในโทษฐานที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านนี้ ... มากกว่าคนอื่น หน่อยนึง  i_i

หงีเห็นว่า  เรื่องที่เป็นสิ่งสำคัญมากและต้องทำเร่งด่วน คือเรื่องของคนเลยค่ะ ... บริษัทเรา อยู่ใน Step กำลังเติบโต  ดังนั้น  การคัดเลือกคนที่เดินไปกับเราได้  พัฒนาเค้า  และ Engage เค้า เป็นเรื่องที่สำคัญมาก  และเป็น Challenge ที่หงีสนุกกับมัน และต้องการจะทำให้สำเร็จ ให้ได้ดีที่สุด ... หงีทำอยู่ซักพักใหญ่แล้วค่ะ แล้วก็เลยคิดว่า เฮ้ย ถึงเวลาละ  ต้องหา "หลัก" และ ต้องเข้าใจมันจริงๆซักที

วันนี้ ... เป็นวันแรก ที่หงีเข้าเรียน Mini Master in HR Management ของ จุฬาลงกรณ์  ... วันนี้ ปูพื้นเรื่อง Strategic HR คืออะไร  ... ซึ่งมันไม่เกินความเข้าใจของคนที่เป็น Management หรอกค่ะ ( นี่นั่งคิดอยู่นานนะว่า ใช้คำนี้ มันจะดูโอ้อวดโอหังไปไหม ... แต่ ... มันคือ คำที่เคลียร์ที่สุดละ .. ขออนุญาตใช้ละกันนะคะ) ... มันคือ  การความต้องการด้านมนุษย์ของบริษัทนั่นแหละ  ที่ ต้องการคนแบบไหน ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และแนวทางในการทำธุรกิจ

สิ่งที่มนุษย์สาย  Non People อย่างเรา ... พึ่งได้ทราบวันนี้เองค่ะว่า อันที่จริงแล้ว งานด้าน HR นั้นมี วิวัฒนาการ นะคะ
1. ในยุคแรกๆ  HR มีหน้าที่ดูแลเรื่องของ เงินเดือน วันลา Benefit อะไรต่างๆ ซึ่งเป็นงานด้าน Admin ทั้งสิ้น
2. เมื่อเวลาผ่านไป  HR ก็เริ่มเป็นตัวกลาง ในการเชื่อมให้มีปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร การแชร์ Knowledge อะไรต่างๆในองค์กร เพื่อเกิดการทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น
3. ในยุคถัดมา ... HR ,มีหน้าที่ บริหารทรัพยากรมนุษย์  ให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด  คือ  คนๆนึง ใช้ให้คุ้มอ่ะ
4. ยุคปัจจุบัน ... HR เป็น Human Capital Management ... การใช้คำว่า Capital นั้น ... ในฐานที่อยู่ในสายลงทุน  มันทำให้เราเห็นภาพว่า  มนุษย์ นั้น เหมือนกับ "ทุนทรัพย์" ... ซึ่งคือ สิ่งตั้งตั้นที่เรานำไปลงทุน ให้งอกเงยขึ้นมา ... นั่นหมายความว่า เมื่อ 'ใส่' เค้าลงไปในธุรกิจแล้ว เค้าทำให้ออกดอกออกผลงอกเงยเป็นจำนวนมาก ... คน 1 คน  เราสามารถ Train & Develop รวมถึง Unleash ศักยภาพของเค้าออกมา  เพื่อทำให้ผลของการลงทุนนนั้นงอกเงยมากๆได้  ( เฮ้ย ... ทำไมฟังดู  มันไม่ค่อย People Oriented เลยวะ ... เอาน่ะ  มันแค่ภาษา  ... แต่ Mindset ของหงี คือ  หงีรู้นะว่า มนุษย์ คือ มนุษย์ คือ มีชีวิตจิตใจและความคิด ไม่ใช่แค่ "ทรัพยากร" ที่ต้อง Squeeze เอาออกมาให้ได้มากที่สุด :))

นอกจากนี้ ... งานที่สำคัญของ HR ในปัจจุบันนั้น  ไม่ใช่การทำงาน Admin คือ พวก Payroll วันลา Benefit อะไรต่างๆละ  ... แต่เป็น
1.  Performance Enhancement  คือการพัฒนา และ ปลดปล่อยศักยภาพ ให้เค้าทำงานได้ดียิ่งๆขึ้นไป
2.  HR Strategy คือ  การหา ดูแล และพัฒนาคน ให้ Align ไปกับ Direction ขององค์กร

มาถึงตรงนี้ ... หงีว่า  Concept มันง่ายนะ ... แต่สิ่งสำคัญ คือ การนำไปปฏิบัติ หรือ Execution ต่างหาก ... CEO หรือ ผู้บริหารหลายคน ... ยังมี Mindset ที่อาจจะไม่ถูกต้องนักอยู่ คือ  ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  และขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องคนอยู่มาก!!!!

วันนี้ จะขอเกริ่นนำแค่นี้แหละในเรื่องของ Basic Understanding ... แล้วจะขออนุญาตมาเล่าเพิ่มเติมในตอนต่อๆไป

สุดท้ายนี้ จะขอจบด้วย Case HR in M&A ค่ะ :) ( รู้นะ ... รออ่านอยู่  หึหึ )

พอดีอาจารย์ท่านเคยอยู่บริษัท HP นะคะ  ซึ่งเป็นบริษัทนึงที่มีการซื้อ ควบรวมกิจการอยู่หลายๆครั้ง และแกก็อยู่ในช่วงเวลาเหล่านั้นพอดี  ... หงีเลยยกมือถามแก  ให้แกแชร์ค่ะ ว่า  ในตอนที่ HP นั้น ซื้อบริษัทชื่อ EDS  นั้น  งานของ HR ต้องทำอะไรบ้าง?

แกเล่าคร่าวๆค่ะ และเล่าเร็วมาก  '-_-! ( คงกลัวเวลาหมด )  .... แกบอกว่า ในตอนนั้น ทีม HR เอง  ต้องไปศึกษาค่ะว่า  Culture ของ EDS เป็นอย่างไร  คนของเค้าเป็น Type ไหน และใครที่เป็น Critical Person  ซึ่งก็คือ  คนที่ขาดเขาไม่ได้ ธุรกิจจะเดินไปไม่เหมือนเดิมหากไม่มีคนเหล่านี้ i_i

จากนั้น จึงศึกษาคนที่เป็น Critical Person เหล่านี้ .. แน่นอนล่ะ เค้าเป็นคนแบบไหนเอย (Type) , เค้ามีวิธีคิดและทัศนคติอย่างไรเอย (Mindset) , ความต้องการเอย (Needs&Want) , รวมไปถึง แรงจูงใจของเค้าในการทำงานโดยรวม ( Motivation)  และการทำงานที่ EDS เอย ...  เพื่อที่จะเข้าใจคนเหล่านี้ให้ดี .. แล้วจึงพยายามเจรจา, Offer และ Engage พวกเค้าให้ยัง Run Business อยู่หลังจาก Merge กันให้ได้!!! ( เฮ้ย ... แค่ฟังก็เหนื่อยละ ... ทำความเข้าใจมนุษย์เนี่ยนะ????  ไม่ง่าย และชวนปวดหัวแน่ๆ i_i )

ส่วนคนอื่นๆที่ไม่ใช่คนเหล่านี้ ... ก็ ยื่นขอเสนอไป .. อยู่ก็อยู่  ไม่อยู่ ก็ไม่ซีเรียส

นี่คือ สิ่งที่แกเล่า ... เออ  เข้าใจ Concept นะ ... แต่ หงีคิดว่า ของจริง แม่ง Technical เยอะแน่ ... คนที่ทำเรื่องนี้ได้ ต้องเป็นคนที่เข้าใจคน  มีความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาที่ดีมากๆ  รวมไปุถึงต้องรู้เทคนิคการต่อรองเจรจา และการจูงใจคน

หึหึหึ ... สนุกดีนะ สำหรับ Class แรก ... Class ต่อไปก็วันพรุ่งนี้ล่ะ ... แล้วมีอะไรที่น่าสนใจ  ก็จะเอามาฝากอีกนะ ... แล้วแวะมาเยี่ยมกันใหม่นะ นะ นะ นะ นะ หุหุ

Good night world :)


Saturday, March 5, 2016

My better body 1 : ประสบการณ์การใช้ยาบล็อคไขมันและแป้ง

สวัสดีค่ะทุกท่าน ... วันนี้มาเรื่องเบาๆกันโนะ  หุหุ

วันนี้หงีอยากจะแชร์เรื่องการดูแลร่างกายค่ะ^^

ก่อนอื่น ขอแชร์ Background ซักนิด ...
1. เป็นคนชอบทานของอร่อยค่ะ
2. แต่ก็มีวินัยในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เพราะต้องการดูแลสุขภาพให้ดี
3. ทำอาหารเองบ้างเท่าที่จะสามารถทำได้ เพราะเราควบคุมได้หมดว่า อยากทานอะไร รสชาติแบบไหน  และต้องการปริมาณ แป้ง โปรตีน ไขมันเท่าไหร่

ด้วยนิสัยส่วนตัวแบบนี้  ก็เลยทำให้เป็นคนไม่อ้วนค่ะ ... แต่ ไม่ได้หุ่นดี ผอมเพรียว  ... และ มีบางช่วงที่ทานเพลิน น้ำหนักก็ขึ้นมาบ้างตามธรรมชาติ (ลงโทษ)

ทีนี้ ... ด้วยวัยในปัจจุบันก็ เลข 3 แล้ว ( i_i ) การเผาผลาญมันก็ไม่เท่าเดิมนะคะ  และกิจวัตร ก็ไม่ค่อยได้ขยับมากเท่าเมื่อก่อน ก็เลยทำให้ราวๆ กลางปีที่แล้ว น้ำหนักขึ้นพรวด 3 กิโล แล้วเอาไม่ลง ....  i_i

เอาจริงๆ ตัวเลข 3 กิโล ... บางคนอาจคิดว่า เฮ้ย นิดเดียว  ถ้าตั้งใจจริงๆ มันไม่ยากหรอก 3 โลน่ะ

ขอบอกเลยนะคะว่า  สำหรับผู้หญิงอายุเลข 3 ที่ชอบรับประทานอาหารอร่อยนั้น ... มันยากมากค่ะ!!!

มันเริ่มจากตรงนั้นค่ะ ... จริงๆ ก็ต้องโทษตัวหงีเองด้วย ที่ความยับยั้งชั่งใจในการรับประทานของอร่อย "ต่ำ" มาก!!!! ... เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะมีวินัยในการออกกำลังกายแค่ไหน  แต่ถ้าคุณกินมากกว่าที่เอาออก แน่นอน น้ำหนักมันก็พอกพูนอ่ะค่ะ  ( ถ้าใครเคยทานข้าวกับหงีก็จะทราบค่ะว่า  ลักษณะนิสัยในการรับประทานนั้น  ถ้าเจอของชอบก็ไม่ธรรมดาทีเดียว i_i )

ด้วยความยับยั้งชั่งใจต่ำ แต่ยังออกกำลังกายเท่าเดิม ทำให้น้ำหนักไม่ยอมลด  และ ทำให้เกิดภาวะ "สติหลุด"!!!

จากไม่เคยใช้ยามาก่อน ... เริ่มอยากลอง ... อันนี้ขอบอกก่อนว่า  เป็นวิจารณญาณและความเห็นส่วนบุคคล ที่หงีไม่ชอบใช้ "ยา" ในการลดน้ำหนัก และดูแลรูปร่าง ... ดังนั้น  การหันมาใช้ยาสำหรับหงี จึงเปรียบเสมือนการ "สติหลุด" ขั้นสุด!!!!

ทีนี้ ... แม้จะอยากใช้ยา แต่ทราบดีว่า "ยาลดความอ้วน" นั้นไม่ใช่ทางออกแน่นอน ... บวกกับรู้ว่า เหตุที่แท้จริงของน้ำหนักที่มันพุ่งขึ้นมาเนี่ย คือ "การกิน" ดังนั้น  จะแก้ปัญหา ต้องแก้ที่่ต้นเหตุ!!!

เมื่อลองหาข้อมูลดู ก็พบว่า มียาบางประเภทที่สามารถบล็อคไขมันได้ และได้รับการยอมรับจาก FDA จึงเชื่อได้ว่า มันน่าจะปลอดภัย ... เมื่อพบแบบนี้แล้ว  หึหึหึ  เหมือนเห็นทางสว่างค่ะคุณขา ... ลอง Search ดู  อู๊ยยยย มีเต็มท้องตลาดค่ะ  จะเอายี่ห้อไหน ... และตามคาดค่ะ ... ดิฉันก็ "จัด" มาใช้บริการ :)

ผลของยา :   ที่เห็นๆน่ะ  บล็อคไขมันจริงๆ  เพราะมันออกมากับอุนจิค่ะ  (แหม่ ... ถ้าทานข้าทานขนมอยู่  คงพุ่งพรวดเลย  ต้องขออภัยนะคะ ^^ ) แต่บล็อคแป้งหรือเปล่าไม่รู้

ทานยาแล้ว .. น้ำหนักลงค่ะ  แต่ "เพลีย" เพราะนอนไม่หลับค่ะ ( อันนี้ อาจไม่ได้เป็นทุกยี่ห้อนะคะ )   และรู้สึกได้เลยถึงความไม่สะดวก  เพราะ หลังอาหารทุกมื้อ  ต้องหาห้องน้ำเลย ( อันนี้ทุกยี่ห้อที่ลอง เป็นหมด)  i_i  แต่ก็ทนใช้ค่ะ  จนน้ำหนักลดมาได้ระดับที่ต้องการ  ก็หยุด

อย่างไรก็ตามค่ะ ... ด้วยความชอบรับประทาน  ไม่นานนัก  น้ำหนักก็กลับขึ้นมาอีก ... เดือดร้อน ต้องใช้บริการยาแบบนี้อีก ... คราวนี้  มันก็ลงอีก ... ทำแบบนี้อยู่ 4-5 ครั้ง

จนระบบร่างกายเริ่มพังๆ ... หงีก็เริ่มคิดได้ ... เฮ้ย
1. นอนไม่หลับนี่คือ มันเล่นกับระบบประสาทแล้วนะ
2. กินอาหารปุ๊บ ห้องน้ำปั๊บ ... ระบบขับถ่ายมันจะพังไหมเนี่ย

เมื่อคิดได้แบบนี้ ... หงีก็หย่าขาดค่ะ ... ตอนเริ่มหย่าขาดแรกๆ  หงีรู้เลย  ระบบขับถ่ายหงีไม่เหมือนเดิม  และร่างกายอ่อนเพลียมาก ถึงขั้นจะวูบอยู่บ่อยๆ ... หงีเรียนรู้แล้วว่า อะไรที่มันไม่ธรรมชาติ  มันมีผลเสียต่อร่างกายจริงๆ  ( อาจจะเป็นที่ร่างกายหงีคนเดียวก็ได้นะคะ  คนอื่นอาจไม่เป็น )

ดังนั้น ... หงีเลยเลือกเปลี่ยนวิธี ... หันมาควบคุมสิ่งที่ทำยากหน่อย  แต่ปลอดภัยแน่ๆ คือ  "เลือกอาหารที่รับประทาน"  และ "อย่าตามใจปากมากเท่าเดิม"

หงีเริ่มจากหยุดยา แล้วทานปกติก่อน  แล้วจึงเริ่มทำอาหารกินเองบ่อยขึ้น  อย่างน้อย วันละ 1 มื้อ ... ทำมา 2 เดือนได้แล้วค่ะ

ทำอาหารทานเองเดือนแรก  ไม่เข้มงวดอะไรมาก  ยังคงทานแป้ง ไขมัน Junk food อยู่บ่อยๆ
ออกกำลังกายเบาๆตามปกติค่ะ คือ เน้นเข้า Class Body Combat / Body Jam สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
น้ำหนักลงน้อยมาก ... แต่สุขภาพค่อยๆดีขึ้น จนกลับมาเป็นปกติ
ไม่มีอาการนอนไม่หลับ ไม่อ่อนเพลีย ระบบขับถ่ายเริ่มปกติ

มาเดือนนี้ ... หงีทำอาหารเองบ่อยขึ้น
มื้อหลัก :  บางวันก็ทานอาหารที่ทำเองทั้งหมด  ควบคุมปริมาณไขมันและคาร์โบไฮเดรตอย่างเคร่งครัดอาหารว่าง :  เน้นผลไม้  ถั่ว  น้ำเต้าหู้  โยเกิร์ต
ของอร่อยที่ชอบ :  ยังคงทานตามที่อยากอยู่ แต่น้อยครั้งลง ... และเวลาทาน จะมีสติมากขึ้น ไม่กินจนอิ่มแน่น
ออกกำลังกายมากขึ้น ... ยังเข้า Class Body Combat / Body Jam สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เหมือนเดิม
แต่เพิ่มเติมคือ  หงีใช้เทรนเนอร์ด้วย  สัปดาห์ละ 2 วัน ... วันละ 2 ชม. ค่ะ
น้ำหนักลงอีก  แต่ไม่มากนัก ... แต่ รูปร่างเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ( ยังไม่หุ่นดีหรอกนะ  '-_-  แต่ดีขึ้น )

โดยสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัว ...
- ยาใดๆที่ไปเล่นกับระบบการทำงานของร่างกาย  ไม่เวิร์คสำหรับหงี
- การควบคุมอาหาร เป็นปัจจัยหลักในการลดน้ำหนัก
- การออกกำลังกาย  สำคัญไม่แพ้การควบคุมอาหาร  เพราะทำให้รูปร่างดูดี  เฟิร์ม ตึง ไม่เหี่ยว!!

ข้อควรระวัง :
1. อย่างดคาร์โบไฮเดรต  เพราะ ร่างกายต้องการพลังงาน และ สมองต้องการ "น้ำตาล"
    การที่ "น้ำตาล" ในกระแสเลือดต่ำ  จะส่งผลให้หงุดหงิด อารมณ์เสีย  สมองตื้อได้ค่ะ
2.  อย่างดไขมัน  ... นี่หงีกินไขมันน้อยมากๆมาแค่ 8 วันเท่านั้น    Effect เกิดขึ้นแล้ว คือ ผิวแห้ง แบบรู้สึกได้เลย  i_i

Week นี้  สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ  ปรับอาหารการกิน โดยเพิ่มไขมันดีลงไปให้มากขึ้น :)

หงีหวังว่า คนอ่าน จะลองทบทวนวิธีดูแลร่างกายของตัวเองดูนะคะ  และถ้าหากสาวๆ อยากจะลองลดน้ำหนัก  หรือ ดูแลรูปร่าง  ก็ลองเอาวิธีหงีไปใช้ได้ค่ะ ยินดีมากๆ

สุดท้ายนี้ ... หงียังเชียร์ให้รับประทานอาหารที่อร่อย ที่คุณชอบกันต่อไปนะคะ ... เพราะอาหารอร่อย คือ ความสุขอย่างหนึ่งที่มนุษย์จะสามารถมีได้  :)  และหงีเอง ก็เอาดีทางนี้เช่นเดียวกัน  แฮ่!!!
แต่ก็ฝากการดูแลตัวเองในมื้ออื่นๆนอกเหนือจากมื้ออร่อย  และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ^^

แล้วครั้งหน้า  หงีจะเอาเมนูอาหารง่ายๆ  ที่ดีต่อสุขภาพ และมีปริมาณแคลอรี่ไม่สูง  ซึ่งหงีทำทานเองมาแชร์นะคะ^^  แล้วคุยกันค่ะ

Sunday, February 28, 2016

Valuation : Relative Valuation (Basic)

หลังจากยกเวทสำหรับ หน้าแขน หลังแขน และหัวไหล่ + Plank to the limit ไปอย่างละ 4 เซ็ท ต่อด้วย Hula Hoop อีก 30 นาที ในขณะที่ดูหนังเรื่อง Million Dollar Arms ก็ได้เวลามาเขียนเล่าความเรื่อง Valuation ต่อ หุหุ

อาจฟังดูบ้าพลัง ... อ่อ ... ลืมไป ... เมื่อเช้ามี BodyJam ที่เต้นอย่างบ้าคลั่ง 1 ชม. ด้วะ ^^! เขินจัง

คือ ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ ... อยากจะลองดูน่ะ ... ก่อนหน้านี้ เป็นคนมีวินัยในการออกกำลังกายจริง เพราะชอบกิน ... แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับรูปร่างมากนัก ...  มาช่วงนี้  ไม่รู้อะไรดลใจสิน่า ... อยากจะลอง "ใส่ใจ" เอาจริงเอาจังกับร่างกายดูซักที  ... อยากจะรู้ค่ะว่า ถ้าดูแลจริงๆ  รูปร่างที่ดีกว่านี้ จะเป็นยังไง ... ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องนี้แบบเต็มๆให้ฟังนะ  ว่าทำอะไรบ้าง

ตอนนี้เรามาต่อเรื่อง Valuation กันหน่อยดีกว่า ... การประเมินมูลค่าแบบนี้ ก็เป็นแบบที่ 3 แล้วนะคะ ที่หงีเขียนถึง ... แปลเป็นไทย Relative Valuation ก็คงจะแปลว่า การประเมินมูลค่าเชิงความสัมพันธ์ ( เออะ ... งงไปใหญ่ป่ะ '-_-)  เอาเป็นว่า  หงีขออนุญาตทับศัพท์ละกันนะ

Relative Valuation นั้น ... จะนำ "ราคา" หุ้นของบริษัท มาประเมินดูความสัมพันธ์กับ Factor อื่นประกอบ เช่น  Price to Earning  จะดูมูลค่า  โดยดูความสัมพันธ์ของ "ราคา" กับ "ผลกำไร" ( Earning ) ,  Price to Book Value ดูมูลค่า โดยดูความสัมพันธ์ของ "ราคา" กับ "มูลค่าทางบัญชี" (Book Value) เป็นต้น

ทำไมต้องเอาราคามาดูความสัมพันธ์กับ Factor อะไรใดๆอื่นๆด้วย?  เยอะอ่ะ  น่ามคาน (ขออนุญาตภาษาวิบัติสักนิด)
ตอบ    ราคาหุ้นบริษัทไหน มันแพงกว่าบริษัทไหน จะดูให้ Make Sense เราคงจะประเมินกันดื้อๆแต่เพียง "ราคา" ไม่ได้  เช่น   ราคาหุ้น ร.พ.A  10 บาท  กับ  ราคาหุ้น ร.พ. B  5 บาท ... ดูหยาบๆ  10 บาท มันแพงกว่า 5 บาท .. แต่เดี๋ยวก่อน!  คุณขา ... มันเปรียบเทียบกันแบบนั้นไม่ได้ค่ะ  มันไม่ใช่ apple to apple ... เอาง่ายๆ  ถ้า ร.พ.A เป็น บำรุงราษฎร์  แล้ว ร.พ.B เป็น ร.พ. วิภาวดี ... มันไม่ apple to apple ถูกไหมคะ?

ดังนั้น  ถ้าจะให้เข้าท่าเข้าทาง  ( Make Sense ) เราจึงควรนำ "ราคา" มาดูความสัมพันธ์กับ Factor ที่ต้องการพิจารณา เช่น ผลกำไรของบริษัท อย่างที่พูดถึงไปในข้างต้น ...  เพื่อ "ปรับ" ให้เรา สามารถ เปรียบเทียบ ราคาหุ้น ของบริษัทหนึ่ง กับ อีกบริษัทหนึ่งได้  โดย Bias น้อยลง

แน่นอน ... สมมมติ  บำรุงราษฎร์  กำไรต่อหุ้นต่อปีอยู่ที่ 2    บาท  เปรียบเทียบกับ
                                       วิภาวดี  กำไรต่อหุ้นต่อปีอยู่ที่ 0.5 บาท
ราคาหุ้นของทั้ง 2 ร.พ. ... ก็ไม่ควรเท่ากัน ถูกไหมคะ?  เพราะเราเป็นผู้ถือหุ้น ... สิ่งที่เราจะได้จากบริษัท ก็ "ปันผล" จากผลกำไรนั่นล่ะ ... เพราะฉะนั้น กำไรมาก ปันได้มาก กำไรน้อย ปันได้น้อย ... ฉันใด ฉันนั้น  .. กำไรมาก ราคาควรจะแพงกว่า  กำไรน้อย ราคาควรจะถูกกว่า

วิธีคิด  ก็ "หาร" ง่ายๆเลยค่ะ ...เอา "ราคา" ตั้ง แล้ว หาร ด้วย Factor ที่เราต้องการพิจารณา
ตามตัวอย่าง  Factor ที่เราจะใช้พิจารณาร่วมคือ  ผลกำไร
ดังนั้น  ก็เอา "ราคาต่อหุ้น" หาร "ผลกำไรต่อหุ้น"
( Price/Earning  =  Price per share / Earning per share  ==>  PE Ratio )

ตัวอย่าง 
-   บำรุงราษฎร์   ราคา  10 บาทต่อหุ้น   กำไรต่อปี  2 บาท    ==> PE  =     5x  ( 10/2 )
-   วิภาวดี            ราคา    5 บาทต่อหุ้น   กำไรต่อปี  0.5 บาท ==> PE  =  10x  ( 5/0.5 )    

ทีนี้ ... จะดูว่า ราคา ร.พ. ไหน ถูก หรือ แพง กว่ากันจริงๆ ... ก็ดูว่า  PE ตัวไหนสูงกว่า = แพง ... ต่ำกว่า = ถูก
            
อันที่จริง  หลักการของวิธีนี้ ง่ายมากอ่ะนะคะ ... คือ ดูว่า ราคาปัจจุบัน มันคิดเป็นกี่เท่าของ Factor ที่เราพิจารณา  แล้ว นำมาเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

โดยข้อควรระวังก็คือว่า  มันหายากที่ บริษัท 2 บริษัท  มันจะ apple to apple จริงๆ ... บำรุงราษฎร์  กับ วิภาฯ  2 บริษัทนี้  ความเสี่ยงเท่ากันไหม?  โอกาสในการเติบโตเท่ากันไหม? ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเท่ากันไหม?  ความแตกต่างเหล่านี้แหละ คือ สิ่งที่เราต้องพิจารณาให้มาก 

เช่น  แม้วันนี้  PE ของ วิภาวดี  จะแพงกว่า บำรุงราษฎร์  แต่ถ้าหาก วิภาวดี  มีความเสี่ยงต่ำกว่า  สามารถเติบโตได้มากกว่า และสร้างกระแสเงินสดได้เก่งกว่า ... แบบเนี้ยะ   บำรุงราษฎร์  ถึงจะ PE ถูกกว่า  แต่เรายังจะสนใจอยู่ไหม?  น่าคิดนะ  :)

นี่แหละ  ท่านพ่อ Damodaran ท่านจึงมีความเห็นว่า  แม้วิธี Relative Valuation จะป็นวิธีที่สะดวก  เพราะเข้าใจง่าย  อธิบายง่าย  แต่ก็เป็นวิธีที่ต้องระวังในการนำไปใช้ให้มาก  เพราะ
1.  มันยากที่จะหากบริษัทที่มัน Apple to apple จริงๆ
2.  Factor หลัก  ที่เรานำมาใช้ประเมิน คือ "ราคาปัจจุบัน"  ซึ่งเป็น "ราคาที่ตลาดให้"  ตาม "อารมณ์ของตลาด ณ เวลานั้น"  ซึ่งนี่แหละ คือความอันตราย ... เพราะ ถ้าหากตอนนั้น  ทั้งตลาด ให้ความสนใจ และมีความคาดหวังกับอุตสาหกรรมใดๆที่สูงแล้ว  ก็มักจะให้ "ราคา" ที่มากตาม โดยบางครั้งอาจละเลย "มูลค่าที่แท้จริง" (Intrinsic Value) ไป

อย่างไรก็ตาม ... ถ้าหากจะเอาง่าย หรือ ใช้ดูประกอบ หรือ อยากจะใช้ หรือ อะไรก็แล้วแต่  เอาเป็นว่าฉันจะใช้อ้ะ ... ก็สามารถนำไปใช้ได้ตามสะดวกค่ะ  โดยตัวที่เค้านิยมใช้กัน ก็มี 4 ตัว คือ
1.  Price to Earning  ( PE )
2.  Price to Book Value  ( PBV)
3.  Price to Revenue 
4.  Price to Specific Factor   เช่น   ใน Tech Industry  บางครั้ง บางบริษัทที่ตั้งใหม่ๆ (StartUp) มักมี ผลขาดทุน (ผลกำไรติดลบ)   มูลค่าทางบัญชีก็ต่ำ  เพราะ Physical Asset ไม่มีอะไรมาก   รายได้ก็ไม่แน่นอน  ดังนั้น  นักวิเคราะห์ หรือ ผู้ประเมินบางท่าน  จึงนำ  ราคา  ไปดูความสัมพันธ์กับ  จำนวนคนเข้าชม Website  (  Price / Number of Visits )  เป็นต้น

การทำ Relative Valuation นั้น ... ไม่ยาก แต่ต้องใช้วิจารณญาณ ให้ดีค่ะ  โดยเฉพาะ ถ้าหากคุณอยากลงทุนในระยะยาว  เพราะอย่างที่บอก  การใช้วิธีนี้  เราเน้นดูกันที่ "ราคา"  ซึ่งมันเป็นผลจาก "อารมณ์ตลาด" ณ ตอนนั้นๆ ... แต่อย่างที่รู้  อารมณ์ตลาด มีขึ้นมีลง เอาแน่เอานอนไม่ได้  และที่มาของ Factor ที่ใช้ร่วมพิจารณา เช่น Earning นั้น  เค้าก็มีที่มาของเค้า  ซึ่งเรา ก็ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน  เพราะ Earning วันนี้  ไม่ได้การันตี Earning ในอนาคต  หรือบางที Earning ในวันนี้ อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น  ในอนาคต อาจจะระเบิดระเบ้อกว่านี้อีกหลายเท่า  มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น  :)

ก่อนจบบทความในวันนี้ ... หงีก็อยากจะเขียนถึง Million Dollar Arms เสียหน่อยค่ะ ... เนื่องจาก ดูแล้วก็ชอบมาก ... สิ่งที่หงีเห็นในหนังเรื่องนี้ คือ  ความสัมพันธ์ของมนุษย์ และความรัก :)  คนเราเกิดเพียงครั้งเดียว  เรามีชีวิตบนโลกนี้เพียงชีวิตนี้เท่านั้น  สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้  ไม่ใช่ เงินทอง  สิ่งของ  ชื่อเสียง หรือของนอกกายใดๆ  แต่เป็น ความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง  และต่อคนที่เรารัก ... คุณอาจใช้เวลาในการทำงาน  หาเงิน  สร้างชื่อเสียง  สะสมทรัพย์สมบัตินอกกาย  เพียงเพื่อเวลาผ่านไปแล้วพบว่า  คุณใช้เวลากับคนที่คุณรักน้อยเหลือเกิน และในวันที่คุณมีทุกอย่าง เค้าก็ไม่ได้อยู่กับคุณแล้ว ... ประโยชน์อะไรทีจะใช้เวลามากมายไปทำงานที่คุณคิดว่าคุณรัก  แต่คุณไม่ได้รักคนที่คุณต้องพบเจอในงานเหล่านั้น ... ลองคิดดูนะคะ 

หงีหวังว่า  อ่านบทความนี้แล้ว  คุณจะไม่ได้รับแค่ความรู้เรื่องการประเมินมูลค่า ... แต่คุณจะได้พิจารณาชีวิตของคุณ และความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างของคุณด้วย  :)

คืนนี้ ... หลับฝันดีค่ะ



Tuesday, February 16, 2016

Valuation : Asset Based Valuation

สวัสดีค่ะทุกท่าน^^ เช่นเคยนะคะ ... นักการเงินตัวกลั่นทั้งหลาย เชิญข้ามได้เลยค่ะ^^

วันนี้ หงีจะมาต่อเรื่อง การประเมินมูลค่ากิจการ หรือ Valuation กันนะคะ ... คราวนี้ หงีจะเล่าให้ฟังเรื่องการประเมินมูลค่า แบบอิงการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ( Asset Based Valuation ) วิธีนี้ ว่าง่ายๆ ก็คือ ดูว่า สินทรัพย์ ของบริษัทนั้น มีมูลค่าประมาณเท่าไหร่ค่ะ

ฟังดูเหมือนง่ายนะคะ เพราะมันก็ Common Sense น่ะ  จะซื้อจะขายกันเท่าไหร่ ก็ดูที่ "ราคาตลาด" สิ!!! ... แต่หงีคิดว่า วิธีนี้ เป็นวิธีที่ค่อนข้าง Subjective นะคะ ... เพราะ มูลค่าของสินทรัพย์จะเป็นเท่าใดนั้น มันขึ้นอยู่กับว่า ผู้ซื้อคือใคร? จริงไหม?  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าหากบริษัท Software บริษัทหนึ่ง ต้องการขาย  แน่นอน Asset ของเค้า หลักๆก็ ตึก คอมพิวเตอร์ เซิฟเวอร์ แล้วก็ตัว Software เอง ... ทีนี้  ... ถ้าหากคนซื้อ ต้องการเพียง "ที่ดิน" และ "อาคาร" ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท  แต่ไม่ได้จะใช้ประโยชน์อะไรต่อยอดจาก Computer, Server และ Software แล้ว  แน่นอน  สินทรัพย์เหล่านี้ ก็เปรียบได้กับ "ขี้" ... ที่ไม่รู้จะซื้อมาทำอะไร  ดังนั้น  เวลาเค้าให้ราคา  ก็คงจะให้ราคาเพียง ค่าที่ดิน และ อาคาร เท่านั้น

ตรงกันข้าม ... หากผู้ซื้อ เป็นบริษัท Software เจ้าใหญ่กว่า และรู้วิธีที่จะนำ Computer, Server และ Software ของบริษัทนี้ ไปต่อยอด ทำมาหาได้แล้วล่ะก็  แน่นอน สิ่งเหล่านี้ จะไม่ใช่ "ขี้" แต่หากจะเป็น "ขุมทรัพย์" ขึ้นมาทันที ... แบบนี้  ถ้าว่ากันตามหลักยุติธรรม  มูลค่าซื้อที่คนซื้อควรจะให้ ก็ต้องรวมให้ทั้ง ที่ดิน อาคาร Computer server และ Software จริงไหม?

นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ ที่หงีหยิบยกขึ้นมาพูดเพื่อให้เห็นภาพว่า มัน Subjective อย่างไร

ทีนี้ .... วิธี Asset Based Valuation เนี่ย  ท่านพ่อ Damodaran ท่านว่าไว้  ( ถ้าปะป๊ามาอ่าน ก็อาจจะงงๆได้ว่า เอ๊ะนี่เรามีเชื้อแขกเมื่อไหร่? และเปลี่ยนชื่อตอนไหนฟระ? หุหุ) สามารถประเมินได้ 2 แบบ โดยแบบที่ 1 คือ Liquidation Value หรือ มูลค่าเลิกกิจการ กับแบบที่ 2 คือ Replacement Cost หรือ มูลค่าทดแทน ( ว่าง่ายๆ คือ  ถ้าจะเปลี่ยนไอ้ของแบบเนี้ยะ ต้องใช้เงินเท่าไหร่?) ทีนี้  ... ท่านพ่อท่านว่าไว้  วิธีนี้สามารถพิจารณาใช้ได้  แต่!!!  ไม่สามารถใช้ทดแทนวิธีประเมินมูลค่าหลัก 3 แบบ คือ DCF, Relative Valuation และ Option Pricing Model ได้ 

 เพราะ ถ้าหากพิจารณาให้ดีจะพบว่า การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่จะสามารถนำมาใช้ต่อยอดกิจการเพื่อทำมาหาได้ในอนาคต ... อย่างในกรณีที่ยกตัวอย่างตอนต้น ก็คือพวก Software ... การที่สินทรัพย์นั้น จะสามารถหาเงินให้คนซื้อได้เท่าไหร่ และคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันเท่าไหร่ ... อันนี้ก็ต้องอาศัยการ Projection เพื่อหารายได้ หักค่าใช้จ่าย เป็นผลกำไรในอนาคต แล้วคิดย้อนกลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน ( แฮ่กๆ ) ...  คุ้นๆไหมพี่น้อง หึๆๆๆ  ไอ้แบบนี้ ก็คือต้องทำ DCF นั่นล่ะ

โดยสรุปก็คือ  วิธี Asset Based Valuation นั้น  ถ้าหากจะนำมาคิดเร็วๆ ดูมูลค่าอย่างหยาบนั้นก็สามารถใช้ประเมินเบื้องต้นได้  ว่าง่ายๆ คือ  ดูเอาจากทรัพย์สินปัจจุบัน  ถ้าซื้อวันนี้แล้วขายทอดตลาดที่ราคาตลาดเลยอ่ะ  มันจะได้เงินเท่าไหร่ ... ถ้าจำนวนเงินที่จะใช้ซื้อ มันต่ำกว่า มูลค่าอย่างที่ว่า  มันก็น่าสนใจจริงไหม?   ... แต่ถ้าหากอยากจะประเมินอย่างละเอียดแล้ว  มันก็ต้องใช้ควบคู่กับวิธี DCF อยู่ดี ... นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ท่านพ่อท่านว่า  สามารถใช้ได้จ้ะ  แต่ใช้ทดแทนวิธีอื่นไมได้นะจ๊ะ

อย่างไรก็ตาม  หากมองในแง่การใช้งานจริงแล้ว  เคสที่หลายๆท่านมักจะใช้กัน ก็คือดู Liquidation Value เทียบ Market Cap (มูลค่าตลาด) หรือ วิธีใช้จริงก็คือดู PฺBV ( Price / Book Value per share) นั่นแหละ  เพราะ Liquidation Value ที่ได้ทั้งหมดจากการขายทรัพยสินนั้น  มันอาจจะมีส่วนที่ต้องนำไปคืนเจ้าหนี้เสียก่อน แล้วจึงเหลือตกมาถึงผู้ถือหุ้น เรียกง่ายๆ ก็ สินทรัพย์ - หนี้สิน หรือ Book Value นั่นแหละ ถ้าเมื่อไหร่  Price ต่ำกว่า Book Value per Share หรือ PBV ต่ำกว่า 1 แล้ว  นั่นก็เหมือน On Sale ล่ะค้าาาา  ดูมีเสียงเรียกให้นักลงทุนเข้าไปจับจองกัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ดีนั่นก็คือ  การที่ ราคาปัจจุบัน มันต่ำกว่า  Book Value นั้น เพราะอะไร?   มันเป็นเพราะ คนส่วนใหญ่ เขาคิดว่า บริษัทนี้อนาคตร่อแร่ อย่างไรเสีย มันต้องทำขาดทุนแล้วต้องมากินส่วนของผู้ถืหุ้น หรือ Book Value ในอนาคตแน่นอน  จึงทำให้ ราคาปัจจุบันนั้น ต่ำกว่า ฺBook Value ปัจจุบัน เพราะสะท้อนการคาดการณ์ในส่วนนี้แล้ว ..... หรืออันที่จริง  บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดี ที่มีคุณค่า เปรียบประหนึ่งนางเอกผู้น่าสงสาร ที่ถูกรังแกจากราคาปัจจุบันที่ให้กันต่ำเกินไป i_i  โถ ... แม่คุณ  ถ้าเจอแบบนี้  เราก็ควรจะเข้าไปอุ้มชูอุปการะนะคะ ... แต่ก็ต้องดูให้ดีด้วยนะ ว่านี่นางเอกจริง  ไม่ใช่ แม่มดปลอมตัวมา  แฮ่!!!

เอาล่ะค่ะ  วันนี้ก็เรื่องเบาๆ ง่ายๆ Common Sense โนะ ... หวังว่า Post นี้ จะไม่งงเกินไปนะคะ และถ้าหากจะลองนำไปปรับใช้ดู หงีก็จะดีใจมาก^^

แล้วมาคุยกันใหม่คร้ั้งหน้านะคะ^^



Friday, February 5, 2016

Valuation : DCF

สวัสดี๊ สวัสดีค่ะทุกท่าน^^ ... บอกก่อนเลยว่า นักการเงิน ตัวพ่อ ตัวแม่ ทั้งหลาย เชิญข้ามตอนนี้ไปเลยนะคะ เพราะสิ่งที่ดิฉันเขียน มันคงจะเบบี๋มั่กมั่ก เมื่อเทียบกับความรู้ความเข้าใจของพวกคุณ

อย่างนึง ท่ตอนนี้รู้สึกดีใจมากคือ มีพี่ มีเพื่อน หล่ยๆคน ไลน์มาบ้าง FB messenger มาหาบ้าง เพื่อขอบคุณ สำหรับบทความบางตอน ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาการใช้ชีวิต ... บางคน ก็มาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องหุ้น เรื่องการลงทุน และบางคนก็ถามเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย^^ .... อยากบอกว่า ดีใจมากนะคะ ที่โพสต์ของหงี เป็นประโยชน์ ... โดยเฉพาะ ถ้าหากมันช่วยให้คุณรู้สึกดี รู้สึกมีกำลังใจ รู้สึกอยากจะพัฒนา ยินดีมากๆ ^^ ถ้ามีอะไรที่หงีพอจะตอบได้ หงีก็จะตอบนะ ... แล้วหงีก็คงจะ เขียน ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีคนอ่านนั่นแหละ!!! Gagagaga

เอาล่ะ .... Post นี้ ก็สืบเนื่องมาจาก การเข้าคลาส Business Model ของ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล นะคะ ... อาจารย์สอนเรื่อง Fund flow , business model ที่น่าสนใจ และ แตะเรื่อง Valuation อย่างคร่าวๆ

ใน Slide ของอาจารย์ ได้อธิบาย วิธี Valuation 4 แบบ ซึ่งหงีจะ ทยอย ย่อย แบะเขียนให้อ่านกันนะคะ สำหรับผู้ที่สนใจ^^

การ Valuation แบบแรก ที่หงีจะขอเขียนถึงก่อน เพราะเป็นวิธีที่หงีคุ้นเคยที่สุด คือ DCF หรือ Discounted Cash Flow Model แปลภาษาไทยคือ วิธีประเมินมูลค่าแบบคิดลดกระแสเงินสด .... หึหึ ... งงดิ ... เออ งงดิ ... พูดเลย สมัยเปน นักวิเคราะห์แรกๆ งมโข่งมาาาาาก ทำ Model เป็น แต่ไม่เข้าใจ ... โชคดีที่มี รุ่นน้องที่แสนดีคนหนึ่ง ซึ่งหงีว่า เค้าเป็น genious นะคะ ฉลาดมาก และเก่งเรื่องการเงิน เศรษฐศาสตร์มากๆ คือ นี่ยังไม่นับรวม ความสามารถทางด้าน IT ของเค้าด้วยนะ '-_- คือแบบ ยอดมนุษย์จริงๆ .... เท้าความไป รือ ตอนนั้น Suffer กับงานมาก ปรับทุกข์กับน้องเค้าบ่อยๆ แล้วก็เลยคุยกันว่า ดิฉันจำได้ว่า บิดาแห่ง DCF เนี่ย คือท่าน Asawath Damodaran ... รุ่นน้องคนนั้น เค้าจึงอุปการะคุณ ส่ง e-book ของท่านมาให้ ^^ หงีจึงนำมาศึกษาจนมีความเข้าใจ .... พอที่จะทำงานต่อสายวิเคราะห์ได้อย่างสบายใจในการทำ DCF และมีโอกาสได้มาเล่าให้คุณฟังนี่ค่ะ แฮ่!!!

หลักการของ DCF คือ การคิดลด กระแสเงินสด ซึ่ง กิจการ จะสามารถทำมาหาได้ในอนาคต ด้วย Weighted Average Cost of Capital หรือ อัตราดอกเบี้ยต้นทุนของเงินทุน .... หึหึหึ ... งงดิ ... ใช่ ... งง
ต้นทุนของเงินทุน ก็คือ ถัวเฉลี่ย ต้นทุนดอกเบี้ยของ เงินกู้ และ อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังของผู้ถือหุ้นที่เอาเงินมาใส่ในบริษัทนั้น ( แน่นอน ก็ เงินปันผล + ความคาดหวังจากค่าตอบแทนอื่น เช่น ราราหุ้นที่เพิ่มขึ้น หรือ แม้กระทั่ง Opportunity cost หากเอาเงินไปลงทุนในกิจการที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ) ถัวๆกันออกมา ... เช่น ถ้าหาก เงินทุนทั้งหมดของบริษัท คือ 100 บาท : เป็น หนี้สิน 30 บาท และ เงินของผู้ถือหุ้น 70 บาท ดังนั้น เราจะ ถ่วง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ 30% และ ถ่วง ผลตอบแทนที่คาดหวังของผถห ที่ 70% ... ในกรณีนี้ ถ้า ดอกเบี้ยเงินกู้ คือ 10% และ ผลตอบแทนที่คาดหวังคือ 15% ... Weighted average cost of capital จะเท่ากับ 3% + 10.5% = 13.5% ... ( งงและ เบื่อสินะ ... อะไรของมึงนักหนา ... หุหุหุ ... เอาน่า เผื่อบางคนเค้าอยากรู้ )

ทีนี้ ความยากอ่ะ มันไม่ใช่ WACC หรอก ... มันคือ การ forecast กระแสเงินสดในอนาคตต่างหากล่ะ ... ดังนั้น ลองคิดง่ายๆเลย บริษัทแบบไหนกันล่ะ ที่เรา พอจะสามารถ คาดการณ์กระแสเงินสด ให้ได้ คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด? ... แน่นอน ก็พวก บริษัทที่มันนิ่งแล้วไง ... แต่ก็นะ เวลาใช้จริง หลายๆคน ก็สามารถนำมาปรับใช้กับ Growth Company ได้ด้วย โดยจะใส่ assumption ในการเติบโตหลายๆแบบ เพื่อดู มูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อพิจารณาว่า เฮ้ยถ้าอย่างแย่ แม่งโตแค่ 3% ไป 5 ปี แล้วหลังจากนั้นเหลือ 1% forever เนี่ย มูลค่าจะเป็นอย่างไร หนือ แม้กระทั่งว่า ถ้ามันโตปรละ 25% ไป 3 ปี แล้วหลังจากนั้น ตายเลย มูลค่าจะเป็นอย่างไร ... อะไรแบบเนี้ยยยยยย

ดังนั้น ในการจะ forecast กระแสเงินสดได้ เราก็จำเป็นจะต้องรู้'ที่มา' ของมัน จริงไหม? ... ที่มาของเงินจากการทำธุรกิจ จะมาจากไหนดีล่ะ ? จะให้สวย ก็ต้องมาจาก 'ผลกำไร' ถูกไหม? ... นั่นล่ะ ... กว่าจะมาเป็น 'กำไร' คุณว่า ... คุณต้องรู้อะไรบ้างคะ? หึหึหึ ... เอากว้างๆเลย ก็ Revenue and Cost ใช่ไหม? แต่ก็อย่างท่่คุณคิดได้นะ่นแหละ ... กว่าจะมาเป็น Revenue ... มันมี Factor อะไรบ้าง และ growth driver ของแต่ละ factor คืออะไร? แล้วไหนจะ Cost ... มีกี่ตัว อะไรบ้าง จะเพิ่ม จะลด อย่างไร? .... มันละเอียดมาก คุณผู้ชมขาาาท

การทำ DCF ... จะว่า ดูน่าเชื่อถือก็ได้ แต่อีกมุม มันก็เสี่ยง Bull Shit พอกัน ... ถ้าคนทำ ไม่ได้เข้าใจ Business จริงๆ ... ใส่ Factor ชุ่ยๆ Forecast มั่วๆ ไม่มีหลักการ ... The whole model is Bull Shit!!!! ดังนั้น หงีว่า หากใครอยากจะลองทำ Model แบบ DCF ... หงีแนะนำ หาหนังสือมาอ่านจริงจัง ศึกษาอย่างจริงจัง ให้เข้าใจ Rationale ของ Model ให้ลึกซี้งเสียก่อน แล้วค่อยนำมา apply กับ ธุรกิจที่คุณสนใจ ....

วันนี้ หงีมาเล่าคร่าวๆให้ฟัง เพื่อปูพื้นฐานให้คุณเข้าใจเสียก่อน ว่า มันคืออะไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อให้ใช้เป็นฐานในการทำความเข้าใจ


หากคุณไม่มั่นใจ หงีแนะนำให้ ... นักวิเคราะห์ ของ Broker ท่่คุณใช้บริการอยู่ยังไงล่ะ :) คุยกับเค้าสิ แล้ว พิจารณาเอา ว่า logic ที่เค้าใช้ Factor ที่เค้าใส่ และ growth driver ที่เค้ามอง มัน Make sense ไหม .... ถ้าใช้ได้คุณก็แค่ พิจารณาปรับมูลค่า ตามมุมมองของคถณ :) เช่น ถ้าเค้าทำใาได้ 20 บาท แต่คุณมองว่า เค้าให้ growth ต่ำไป มันโตได้มากกว่าที่เค้ามอง คุณก็อาจให้มูลค่ามากกว่านั้นได้ ... อะไรแบบนี้ :)