Tuesday, February 16, 2016

Valuation : Asset Based Valuation

สวัสดีค่ะทุกท่าน^^ เช่นเคยนะคะ ... นักการเงินตัวกลั่นทั้งหลาย เชิญข้ามได้เลยค่ะ^^

วันนี้ หงีจะมาต่อเรื่อง การประเมินมูลค่ากิจการ หรือ Valuation กันนะคะ ... คราวนี้ หงีจะเล่าให้ฟังเรื่องการประเมินมูลค่า แบบอิงการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ( Asset Based Valuation ) วิธีนี้ ว่าง่ายๆ ก็คือ ดูว่า สินทรัพย์ ของบริษัทนั้น มีมูลค่าประมาณเท่าไหร่ค่ะ

ฟังดูเหมือนง่ายนะคะ เพราะมันก็ Common Sense น่ะ  จะซื้อจะขายกันเท่าไหร่ ก็ดูที่ "ราคาตลาด" สิ!!! ... แต่หงีคิดว่า วิธีนี้ เป็นวิธีที่ค่อนข้าง Subjective นะคะ ... เพราะ มูลค่าของสินทรัพย์จะเป็นเท่าใดนั้น มันขึ้นอยู่กับว่า ผู้ซื้อคือใคร? จริงไหม?  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าหากบริษัท Software บริษัทหนึ่ง ต้องการขาย  แน่นอน Asset ของเค้า หลักๆก็ ตึก คอมพิวเตอร์ เซิฟเวอร์ แล้วก็ตัว Software เอง ... ทีนี้  ... ถ้าหากคนซื้อ ต้องการเพียง "ที่ดิน" และ "อาคาร" ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท  แต่ไม่ได้จะใช้ประโยชน์อะไรต่อยอดจาก Computer, Server และ Software แล้ว  แน่นอน  สินทรัพย์เหล่านี้ ก็เปรียบได้กับ "ขี้" ... ที่ไม่รู้จะซื้อมาทำอะไร  ดังนั้น  เวลาเค้าให้ราคา  ก็คงจะให้ราคาเพียง ค่าที่ดิน และ อาคาร เท่านั้น

ตรงกันข้าม ... หากผู้ซื้อ เป็นบริษัท Software เจ้าใหญ่กว่า และรู้วิธีที่จะนำ Computer, Server และ Software ของบริษัทนี้ ไปต่อยอด ทำมาหาได้แล้วล่ะก็  แน่นอน สิ่งเหล่านี้ จะไม่ใช่ "ขี้" แต่หากจะเป็น "ขุมทรัพย์" ขึ้นมาทันที ... แบบนี้  ถ้าว่ากันตามหลักยุติธรรม  มูลค่าซื้อที่คนซื้อควรจะให้ ก็ต้องรวมให้ทั้ง ที่ดิน อาคาร Computer server และ Software จริงไหม?

นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ ที่หงีหยิบยกขึ้นมาพูดเพื่อให้เห็นภาพว่า มัน Subjective อย่างไร

ทีนี้ .... วิธี Asset Based Valuation เนี่ย  ท่านพ่อ Damodaran ท่านว่าไว้  ( ถ้าปะป๊ามาอ่าน ก็อาจจะงงๆได้ว่า เอ๊ะนี่เรามีเชื้อแขกเมื่อไหร่? และเปลี่ยนชื่อตอนไหนฟระ? หุหุ) สามารถประเมินได้ 2 แบบ โดยแบบที่ 1 คือ Liquidation Value หรือ มูลค่าเลิกกิจการ กับแบบที่ 2 คือ Replacement Cost หรือ มูลค่าทดแทน ( ว่าง่ายๆ คือ  ถ้าจะเปลี่ยนไอ้ของแบบเนี้ยะ ต้องใช้เงินเท่าไหร่?) ทีนี้  ... ท่านพ่อท่านว่าไว้  วิธีนี้สามารถพิจารณาใช้ได้  แต่!!!  ไม่สามารถใช้ทดแทนวิธีประเมินมูลค่าหลัก 3 แบบ คือ DCF, Relative Valuation และ Option Pricing Model ได้ 

 เพราะ ถ้าหากพิจารณาให้ดีจะพบว่า การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่จะสามารถนำมาใช้ต่อยอดกิจการเพื่อทำมาหาได้ในอนาคต ... อย่างในกรณีที่ยกตัวอย่างตอนต้น ก็คือพวก Software ... การที่สินทรัพย์นั้น จะสามารถหาเงินให้คนซื้อได้เท่าไหร่ และคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันเท่าไหร่ ... อันนี้ก็ต้องอาศัยการ Projection เพื่อหารายได้ หักค่าใช้จ่าย เป็นผลกำไรในอนาคต แล้วคิดย้อนกลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน ( แฮ่กๆ ) ...  คุ้นๆไหมพี่น้อง หึๆๆๆ  ไอ้แบบนี้ ก็คือต้องทำ DCF นั่นล่ะ

โดยสรุปก็คือ  วิธี Asset Based Valuation นั้น  ถ้าหากจะนำมาคิดเร็วๆ ดูมูลค่าอย่างหยาบนั้นก็สามารถใช้ประเมินเบื้องต้นได้  ว่าง่ายๆ คือ  ดูเอาจากทรัพย์สินปัจจุบัน  ถ้าซื้อวันนี้แล้วขายทอดตลาดที่ราคาตลาดเลยอ่ะ  มันจะได้เงินเท่าไหร่ ... ถ้าจำนวนเงินที่จะใช้ซื้อ มันต่ำกว่า มูลค่าอย่างที่ว่า  มันก็น่าสนใจจริงไหม?   ... แต่ถ้าหากอยากจะประเมินอย่างละเอียดแล้ว  มันก็ต้องใช้ควบคู่กับวิธี DCF อยู่ดี ... นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ท่านพ่อท่านว่า  สามารถใช้ได้จ้ะ  แต่ใช้ทดแทนวิธีอื่นไมได้นะจ๊ะ

อย่างไรก็ตาม  หากมองในแง่การใช้งานจริงแล้ว  เคสที่หลายๆท่านมักจะใช้กัน ก็คือดู Liquidation Value เทียบ Market Cap (มูลค่าตลาด) หรือ วิธีใช้จริงก็คือดู PฺBV ( Price / Book Value per share) นั่นแหละ  เพราะ Liquidation Value ที่ได้ทั้งหมดจากการขายทรัพยสินนั้น  มันอาจจะมีส่วนที่ต้องนำไปคืนเจ้าหนี้เสียก่อน แล้วจึงเหลือตกมาถึงผู้ถือหุ้น เรียกง่ายๆ ก็ สินทรัพย์ - หนี้สิน หรือ Book Value นั่นแหละ ถ้าเมื่อไหร่  Price ต่ำกว่า Book Value per Share หรือ PBV ต่ำกว่า 1 แล้ว  นั่นก็เหมือน On Sale ล่ะค้าาาา  ดูมีเสียงเรียกให้นักลงทุนเข้าไปจับจองกัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ดีนั่นก็คือ  การที่ ราคาปัจจุบัน มันต่ำกว่า  Book Value นั้น เพราะอะไร?   มันเป็นเพราะ คนส่วนใหญ่ เขาคิดว่า บริษัทนี้อนาคตร่อแร่ อย่างไรเสีย มันต้องทำขาดทุนแล้วต้องมากินส่วนของผู้ถืหุ้น หรือ Book Value ในอนาคตแน่นอน  จึงทำให้ ราคาปัจจุบันนั้น ต่ำกว่า ฺBook Value ปัจจุบัน เพราะสะท้อนการคาดการณ์ในส่วนนี้แล้ว ..... หรืออันที่จริง  บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดี ที่มีคุณค่า เปรียบประหนึ่งนางเอกผู้น่าสงสาร ที่ถูกรังแกจากราคาปัจจุบันที่ให้กันต่ำเกินไป i_i  โถ ... แม่คุณ  ถ้าเจอแบบนี้  เราก็ควรจะเข้าไปอุ้มชูอุปการะนะคะ ... แต่ก็ต้องดูให้ดีด้วยนะ ว่านี่นางเอกจริง  ไม่ใช่ แม่มดปลอมตัวมา  แฮ่!!!

เอาล่ะค่ะ  วันนี้ก็เรื่องเบาๆ ง่ายๆ Common Sense โนะ ... หวังว่า Post นี้ จะไม่งงเกินไปนะคะ และถ้าหากจะลองนำไปปรับใช้ดู หงีก็จะดีใจมาก^^

แล้วมาคุยกันใหม่คร้ั้งหน้านะคะ^^



Friday, February 5, 2016

Valuation : DCF

สวัสดี๊ สวัสดีค่ะทุกท่าน^^ ... บอกก่อนเลยว่า นักการเงิน ตัวพ่อ ตัวแม่ ทั้งหลาย เชิญข้ามตอนนี้ไปเลยนะคะ เพราะสิ่งที่ดิฉันเขียน มันคงจะเบบี๋มั่กมั่ก เมื่อเทียบกับความรู้ความเข้าใจของพวกคุณ

อย่างนึง ท่ตอนนี้รู้สึกดีใจมากคือ มีพี่ มีเพื่อน หล่ยๆคน ไลน์มาบ้าง FB messenger มาหาบ้าง เพื่อขอบคุณ สำหรับบทความบางตอน ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาการใช้ชีวิต ... บางคน ก็มาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องหุ้น เรื่องการลงทุน และบางคนก็ถามเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย^^ .... อยากบอกว่า ดีใจมากนะคะ ที่โพสต์ของหงี เป็นประโยชน์ ... โดยเฉพาะ ถ้าหากมันช่วยให้คุณรู้สึกดี รู้สึกมีกำลังใจ รู้สึกอยากจะพัฒนา ยินดีมากๆ ^^ ถ้ามีอะไรที่หงีพอจะตอบได้ หงีก็จะตอบนะ ... แล้วหงีก็คงจะ เขียน ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีคนอ่านนั่นแหละ!!! Gagagaga

เอาล่ะ .... Post นี้ ก็สืบเนื่องมาจาก การเข้าคลาส Business Model ของ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล นะคะ ... อาจารย์สอนเรื่อง Fund flow , business model ที่น่าสนใจ และ แตะเรื่อง Valuation อย่างคร่าวๆ

ใน Slide ของอาจารย์ ได้อธิบาย วิธี Valuation 4 แบบ ซึ่งหงีจะ ทยอย ย่อย แบะเขียนให้อ่านกันนะคะ สำหรับผู้ที่สนใจ^^

การ Valuation แบบแรก ที่หงีจะขอเขียนถึงก่อน เพราะเป็นวิธีที่หงีคุ้นเคยที่สุด คือ DCF หรือ Discounted Cash Flow Model แปลภาษาไทยคือ วิธีประเมินมูลค่าแบบคิดลดกระแสเงินสด .... หึหึ ... งงดิ ... เออ งงดิ ... พูดเลย สมัยเปน นักวิเคราะห์แรกๆ งมโข่งมาาาาาก ทำ Model เป็น แต่ไม่เข้าใจ ... โชคดีที่มี รุ่นน้องที่แสนดีคนหนึ่ง ซึ่งหงีว่า เค้าเป็น genious นะคะ ฉลาดมาก และเก่งเรื่องการเงิน เศรษฐศาสตร์มากๆ คือ นี่ยังไม่นับรวม ความสามารถทางด้าน IT ของเค้าด้วยนะ '-_- คือแบบ ยอดมนุษย์จริงๆ .... เท้าความไป รือ ตอนนั้น Suffer กับงานมาก ปรับทุกข์กับน้องเค้าบ่อยๆ แล้วก็เลยคุยกันว่า ดิฉันจำได้ว่า บิดาแห่ง DCF เนี่ย คือท่าน Asawath Damodaran ... รุ่นน้องคนนั้น เค้าจึงอุปการะคุณ ส่ง e-book ของท่านมาให้ ^^ หงีจึงนำมาศึกษาจนมีความเข้าใจ .... พอที่จะทำงานต่อสายวิเคราะห์ได้อย่างสบายใจในการทำ DCF และมีโอกาสได้มาเล่าให้คุณฟังนี่ค่ะ แฮ่!!!

หลักการของ DCF คือ การคิดลด กระแสเงินสด ซึ่ง กิจการ จะสามารถทำมาหาได้ในอนาคต ด้วย Weighted Average Cost of Capital หรือ อัตราดอกเบี้ยต้นทุนของเงินทุน .... หึหึหึ ... งงดิ ... ใช่ ... งง
ต้นทุนของเงินทุน ก็คือ ถัวเฉลี่ย ต้นทุนดอกเบี้ยของ เงินกู้ และ อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังของผู้ถือหุ้นที่เอาเงินมาใส่ในบริษัทนั้น ( แน่นอน ก็ เงินปันผล + ความคาดหวังจากค่าตอบแทนอื่น เช่น ราราหุ้นที่เพิ่มขึ้น หรือ แม้กระทั่ง Opportunity cost หากเอาเงินไปลงทุนในกิจการที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ) ถัวๆกันออกมา ... เช่น ถ้าหาก เงินทุนทั้งหมดของบริษัท คือ 100 บาท : เป็น หนี้สิน 30 บาท และ เงินของผู้ถือหุ้น 70 บาท ดังนั้น เราจะ ถ่วง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ 30% และ ถ่วง ผลตอบแทนที่คาดหวังของผถห ที่ 70% ... ในกรณีนี้ ถ้า ดอกเบี้ยเงินกู้ คือ 10% และ ผลตอบแทนที่คาดหวังคือ 15% ... Weighted average cost of capital จะเท่ากับ 3% + 10.5% = 13.5% ... ( งงและ เบื่อสินะ ... อะไรของมึงนักหนา ... หุหุหุ ... เอาน่า เผื่อบางคนเค้าอยากรู้ )

ทีนี้ ความยากอ่ะ มันไม่ใช่ WACC หรอก ... มันคือ การ forecast กระแสเงินสดในอนาคตต่างหากล่ะ ... ดังนั้น ลองคิดง่ายๆเลย บริษัทแบบไหนกันล่ะ ที่เรา พอจะสามารถ คาดการณ์กระแสเงินสด ให้ได้ คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด? ... แน่นอน ก็พวก บริษัทที่มันนิ่งแล้วไง ... แต่ก็นะ เวลาใช้จริง หลายๆคน ก็สามารถนำมาปรับใช้กับ Growth Company ได้ด้วย โดยจะใส่ assumption ในการเติบโตหลายๆแบบ เพื่อดู มูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อพิจารณาว่า เฮ้ยถ้าอย่างแย่ แม่งโตแค่ 3% ไป 5 ปี แล้วหลังจากนั้นเหลือ 1% forever เนี่ย มูลค่าจะเป็นอย่างไร หนือ แม้กระทั่งว่า ถ้ามันโตปรละ 25% ไป 3 ปี แล้วหลังจากนั้น ตายเลย มูลค่าจะเป็นอย่างไร ... อะไรแบบเนี้ยยยยยย

ดังนั้น ในการจะ forecast กระแสเงินสดได้ เราก็จำเป็นจะต้องรู้'ที่มา' ของมัน จริงไหม? ... ที่มาของเงินจากการทำธุรกิจ จะมาจากไหนดีล่ะ ? จะให้สวย ก็ต้องมาจาก 'ผลกำไร' ถูกไหม? ... นั่นล่ะ ... กว่าจะมาเป็น 'กำไร' คุณว่า ... คุณต้องรู้อะไรบ้างคะ? หึหึหึ ... เอากว้างๆเลย ก็ Revenue and Cost ใช่ไหม? แต่ก็อย่างท่่คุณคิดได้นะ่นแหละ ... กว่าจะมาเป็น Revenue ... มันมี Factor อะไรบ้าง และ growth driver ของแต่ละ factor คืออะไร? แล้วไหนจะ Cost ... มีกี่ตัว อะไรบ้าง จะเพิ่ม จะลด อย่างไร? .... มันละเอียดมาก คุณผู้ชมขาาาท

การทำ DCF ... จะว่า ดูน่าเชื่อถือก็ได้ แต่อีกมุม มันก็เสี่ยง Bull Shit พอกัน ... ถ้าคนทำ ไม่ได้เข้าใจ Business จริงๆ ... ใส่ Factor ชุ่ยๆ Forecast มั่วๆ ไม่มีหลักการ ... The whole model is Bull Shit!!!! ดังนั้น หงีว่า หากใครอยากจะลองทำ Model แบบ DCF ... หงีแนะนำ หาหนังสือมาอ่านจริงจัง ศึกษาอย่างจริงจัง ให้เข้าใจ Rationale ของ Model ให้ลึกซี้งเสียก่อน แล้วค่อยนำมา apply กับ ธุรกิจที่คุณสนใจ ....

วันนี้ หงีมาเล่าคร่าวๆให้ฟัง เพื่อปูพื้นฐานให้คุณเข้าใจเสียก่อน ว่า มันคืออะไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อให้ใช้เป็นฐานในการทำความเข้าใจ


หากคุณไม่มั่นใจ หงีแนะนำให้ ... นักวิเคราะห์ ของ Broker ท่่คุณใช้บริการอยู่ยังไงล่ะ :) คุยกับเค้าสิ แล้ว พิจารณาเอา ว่า logic ที่เค้าใช้ Factor ที่เค้าใส่ และ growth driver ที่เค้ามอง มัน Make sense ไหม .... ถ้าใช้ได้คุณก็แค่ พิจารณาปรับมูลค่า ตามมุมมองของคถณ :) เช่น ถ้าเค้าทำใาได้ 20 บาท แต่คุณมองว่า เค้าให้ growth ต่ำไป มันโตได้มากกว่าที่เค้ามอง คุณก็อาจให้มูลค่ามากกว่านั้นได้ ... อะไรแบบนี้ :)

Sunday, January 24, 2016

ความหมายของชีวิต และการซื่อสัตย์ต่อตัวเอง

สวัสดีตอนเช้าในวันอากาศเย็นของกรุงเทพฯค่ะ^^ หงีจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้าย ที่หงีรู้สึกว่ากรุงเทพฯ อากาศเย็นนั้นมันเมื่อไหร่กัน เหอเหอ ... ไม่รู้ว่า เพราะแก่ ความจำไม่ดี หรือมันนานมาแล้วจริงๆกันแน่

เมื่อวันก่อนค่ะ ... ไปทำงานเนาะ ... ระหว่างเดินสำรวจ สังเกตร้านอาหารร้านอื่นๆอยู่นั้น ... หงีก็ แวะ 'ร้านหนังสือ' ... เช่นเคยค่ะ ... โดนดูด พรึ่บ!!! หายไป ครี่ง ชม. ออกมา ก็ได้ หนังสือดีๆ กลับมา 1 เล่ม ... เป็นงี้ทุกทีสิน่า '-_-! ไม่มีครั้งไหนที่ไม่ได้หนังสือจากร้านหนังสือเลย เสร็จเค้าทุกที ....

คราวนี้ เป็นหนังสือที่หงีชอบมากค่ะ ... เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้นหาความหมายของชีวิต ... ในอดีต เคยอ่านอยู่ 1 เล่มที่ประทับใจที่สุด ชื่อ The art of happiness ของท่าน ดาไลลามะ  บอกเล่าถึง การใช้ชีวิต วิธีคิดในการใช้ชีวิต 'ให้มีความสุข' ร่วมกับผู้คนอื่นๆบนโลก ... คิดต่อเขาเขาอย่างไร มีท่าทีอย่างไร การแสดงออกอย่างไร

เล่มนี้ที่ได้มา ชื่อ 'the five secrets you must discover before you die' เขียนโดย Dr.John Izzo นักสร้างวัฒนธรรมองค์กร และ เป็นอีกหลายๆนัก ( ลอง search ชื่อพี่แกดู คนนี้เจ๋งมวาาากทีเดียว) ...

หงีอ่านไปได้ 1/4 ของเล่มแล้วค่ะ ... ใจความที่สำคัญที่หงีได้จากส่วนนี้ คือ 'ความหมายของชีวิต' และ 'การซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเอง' ....

หงีเคยลองทำงานมาหลายอย่างค่ะ ... เมื่อก่อน ตอนเด็กๆ เรียนจบแล้ว แต่ยังหาตัวเองไม่เจอ ก็เคยลองทำงานออฟฟิศอยู่ซักปีนึง ก่อนเป็นแอร์ฯ ... ในตอนนั้นเอง พระเจ้าก็ ได้ให้โอกาสได้ลองทำงานอีกหลายอย่างนะคะ เช่น การถ่าย ad ของบริษัท , การออกอีเว้นท์ , การถ่ายภาพนิ่ง รวมถึงงานอีเว้นท์ประเภท พิธีกร และ PR ที่รับลงทะเบียน และดูแลผู้ใหญ่ ... ในตอนนั้น รายได้ดีมากเลยล่ะค่ะ สำหรับเด็กคนนึง ที่ไม่ได้เป็นดารา ไม่ได้มีกิจการอะไรของตัวเอง ... แต่สิ่งนึง ที่หงีรู้สึกคือ 'ว่างเปล่า' 'ไม่มีความหมายอะไร' ... สำหรับบางคน การได้ทำงานด้านการบริการ เค้ารู้สึก มีความหมาย มีความสุข .... หงี ไม่ใช่
สำหรับบางคน การได้แต่งตัวสวยๆ มีคนมาชื่นชม มีคนมาถ่ายรูป เค้ารู้สึกภูมิใจ มีความสุข ... หงี ไม่ใช่
สำหรับบางคน การทำงานพิธีกร ได้เป็นผู้ดำเนินกิจกรรม และเป็น lead ของอีเว้นท์นั้นๆ มันสนุก ท้าทาย และมีความหมาย .... หงี ไม่ใช่

เมื่อหงีอ่านหนังสือเล่มนี้ หงีถึงเข้าใจว่า ความรู้สึกในตอนนั้นมันคืออะไร ... และหงีก็รู้สึกดีค่ะ ที่หงีเลือก เดินออกจากตรงนั้น มาทำในสิ่งที่หงีต้องการ ...มีคำถามมากมายค่ะ ทำไมเลิกเป็นแอร์ ทำไมไม่ไปเปนแอร์ต่างประเมศ กลับมาทำไม ทำไม ทำไม และ ทำไม อีกมากมาย ... หงีมีคำตอบให้คำถามเหล่านั้น และหงีซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง ... หลายคน อาจมองหงีไม่ฉลาดนักที่เลือกแบบนี้ ... แต่หงีไม่เคยเสียใจ

สิ่งที่หงีได้ อีกเรื่อง จากการอ่านตอนนี้ คือ หงีแน่ใจ ว่าหงีชอบอ่านหนังสือ หงีแย่ใจว่า หงีชอบหาความหมายของชีวิต และหงีแน่ใจว่า การชอบเรื่องนี้ แบะได้บอกเล่าความคิด ความรู้สึกออกไป คือสิ่งที่หงีอยากจะทำและมีความสุขกับมัน :)

หงีเคยคิดค่ะว่า นี่เรากำลังเสรยเวลา ทำเนื่องไร้สาระอยู่หรือเปล่า ... ชั่งน้ำหนักระหว่าง การเอาเวลาไปอ่านเรื่องหุ้น ศึกษาเรื่องหุ้น ทำ model หาความรู้เรื่องการพัฒนาองค์กร ทำคอร์สต่างๆ ฯลฯ ... แต่วันนี้ ... หงีไม่กังวลแล้ว หงีรู้ว่าหงีกำลังซื่อสัตย์ต่อตัวเอง

คุณล่ะคะ? หาเจอหรือยัง? หรือยังคงลังเลอะไรไหม? ... We only live once ค่ะ .... ทำตามหัวใจตัวเอง ทำสิ่งที่มีความหมาย ... ไม่ใช่ มีความหมาย สำหรับใคร ... แต่ขอให้เป็น สิ่งที่มีความหมาย สำหรับตัวเรา :)

ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตของคุณในวันนี้นะคะ ... และขอบคุณที่อ่านกันด้วย
หงีหวังว่า คุณจะได้อะไรบ้าง จากการอ่านตอนนี้นะ^^ แล้วหงีจะเล่าทั้งหมดให้ฟังอีกที หลังจากอ่านจบเล่มแล้ว ^^

Have a nice day ka

Saturday, January 16, 2016

ตอนสุดท้าย และเป็นตอนที่ดีที่สุด จากอ่านเหลี่ยมขงเบ้งฯ

สวัสดีค่ะ ^^  อิอิ ... หลังจากคั่นด้วยความพรั่งพรูที่เกิดขึ้นหลังจากดูหนังเรื่อง The Big Short ซึ่งตอนนี้ก็เป็นกระแสที่มีคนสนใจมากมาย และถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากนะคะ ...  คราวนี้ หงีก็จะมาต่อ กลยุทธ์ของขงเบ้งกัน  ซึ่ง จะเป็นตอนสุดท้ายแล้ว ที่หงีชอบ ชื่อตอนคือ "ยกคุณธรรมข่มม้าพยศ"

ตอนนี้ เรียกได้ว่า เป็นตอนที่ชอบที่สุดค่ะ  เพราะหงีได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากตอนนี้ ... เราอย่ารอช้าเลย ... มาเริ่มกันดีกว่า

ตอนนี้... เป็นตอนที่ เล่าปี่ ได้เข้ายึดเกงจิ๋วสำเร็จแล้ว และกำลังออกรบขยายดินแดนออกไป โดยเข้าตีเมืองเลงเหลง , เมืองฮุยเอี๋ยง, เมืองบุเหลง และสุดท้ายที่เมืองเตียงสา

หงีขออนุญาตทำเหมือนตอนก่อนหน้านะคะ คือ พิมพ์ลอกตามแบบในหนังสือเลย  เพราะวิธีบรรยายในหนังสือนั้น อ่านแล้วได้อรรถรสดี^^

"สุดท้ายที่เมืองเตียงสา  เมืองนี้ติดกับชายแดนของแคว้นกังตั๋ง  เดิมทีเคยเป็นฐานที่มั่น ในการขยายดินแดนของซุนเกี๋ยน บิดาของซุนกวน  ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญ  ฮันเหียนเจ้าเมืองนี้มีขุนศึกที่ฝีมือฉกาจอยู่สองคน  คนหนึ่งชื่อว่า "ฮองตง" เป็นชายชราวัยหกสิบปีแล้ว  แต่ยังคงมีพละกำลังความสามารถเหนือล้ำกว่าทหายวัยหนุ่มหลายคน  รวมถึงมีวิชายิงเกาทัณฑ์ที่เหนือล้ำกว่าคนทั้งกองทัพ  ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า "อุยเอี๋ยน"  เคยเป็นนายทหารของเกงจิ๋วมาก่อน และเคยพยายามสร้างวีรกรรมในการเปิดเมืองให้เล่าปี่  และเล่ากี๋เข้ามาคุมสถานการณ์ช่วงที่เล่าเปียวเสียชีวิต  แต่เล่าปี่เกรงเหตุวุ่นวายภายในจะบานปลายจึงได้ปฏิเสธ  หลังจากนั้น อุยเอี๋ยน  พยายามก่อปฏิวัติ  เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในเกงจิ๋ว  ทว่า  ก็ไม่อาจต้านทานอำนาจที่เหนือกว่าของซัวมอได้  จึงได้มาอาศัย ฮันเหียน ที่เมืองเตียงสานี้แทน  แต่ด้วยความที่มีประวัติในการก่อความวุ่นวายมาก่อน  อึยเอี๋ยนจึงไม่ได้รับความไว้วางใจให้มีตำแหน่งใหญ่โตมากนัก

ในการสู้รบที่หน้าเมืองเตียงสานั้น  กวนอู ได้ปะทะกับ ฮองตง อย่างสมศักดิ์ศรี  ผลัดกันรุกรับจนไม่อาจตัดสินผลแพ้ชนะได้ ในยกหนึ่งนั้น ฮองตงเสียทีพลัดตกม้าจนอวุธหลุดจากมือ  กวนอู นั้นถือความยุติธรรมไม่ทำร้ายผู้ไม่ถืออาวุธ  และปล่อยให้ ฮองตง ถอยทัพกลับไปตั้งตัวใหม่  ครั้งนั้น ฮองตง  นับถือน้ำใจ กวนอู  อย่างมาก ในการสูรบยกที่สอง  ฮองตง  มีโอกาสยิงธนูสังหาร กวนอู  จึงได้ทดแทนน้ำใจนั้นด้วยการจงใจยิงขู่ไปถูกพู่หมวกของกวนอูเท่านั้น  ซึ่งกวนอูจึงทราบได้ว่า ฮองตง รับรู้น้ำใจของตนเช่นเดียวกัน

แต่ทว่า การต่อสู้แบบแฟร์ๆของคนทั้งสองนั้น  ไม่เป็นที่ประทับใจของ ฮันเหียน เจ้าเมืองเตียงสา เลยแม้แต่น้อย  เมื่อ ฮองตง กลับไปจึงถูกมองว่า มีใจให้แก่ข้าศึก จำต้องโทษ ประหารชีวิต!!!

ซึ่ง อุยเอี๋ยน  นายทหารใจกล้า ก็จับตาดูเหตุการณ์ทั้งหมดมาตลอด  และมองว่า การตัดสินใจของฮันเหียน ไม่เป็นธรรมต่อฮองตง  นักรบหนุ่มผู้นี้ จึงจับดาบไปชิงตัว ฮองตง มาจากเพชฉฆาต  ( เก่งมาก .. เจ้าอุยเอี๋ยน :)) แล้วก่อการปฏิวัติขึ้นภายในเมืองเตียงสา ( อีกแล้วหรอมึง ... )  เกลี้ยกล่อมให้ทั้งทหาร และชาวเมืองเปลี่ยนใจไปสนับสนุนเล่าปี่  จากนั้น ก็ยกพวกไปสังหาร ฮันเหียน ( เอิพส์ ... คือ ดีหรอวะ?) แล้วเปิดเมืองให้ กวนอู เข้ายึดครองในที่สุด

แต่กลายเป็นว่า  แทนที่หลังจาก เล่าปี่ และ ขงเบ้ง มาถึงเมืองเตียงสาแล้ว อุยเอี๋ยน จะได้รับความดีคความชอบ ขงเบ้ง ที่จดจำ อุยเอี๋ยน ได้ว่า มักก่อการวุ่นวายตามอำเภอใจบ่อยครั้ง ตั้งแต่เมืองเกงจิ๋ว อีกทั้งยัสังการ ฮันเหียน ผู้ถือเป็นเจ้านายของตนเอง ( นั่นน่ะสิพี่ขงเบ้ง ) เป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ายกย่อง และมีคำสั่งให้ลงโทษ อุยเอี๋ยน ด้วยการ ประหารชีวิต!!!! เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่น

ทว่า เล่าปี่ กลับมองต่างจาก ขงเบ้ง  เนื่องด้วย อึยเอี๋ยน มีใจสนับสนุนฝ่ายเล่าปี่ มาตั้งแต่ครั้งก่อน  การกระทำของ อุยเอี๋ยน ก่อประโยชน์ต่อฝ่ายตนเองโดยตรง  ควรจะได้รับความชอบมากกว่า  และ หากประหาร อุยเอี๋ยน ด้วยสาเหตุเช่นนี้ ภายภาคหน้า ก็จะไม่มีใครกล้าเข้ามาสวามิภักดิ์อี  ขงเบ้งเห็นว่า เหตุผลของเล่าปี่มีน้ำหนักกว่า จึงยินยอม  และกล่าวกับ อุยเอี๋ยน ว่า หากทำงานกับ เล่าปี่ แล้วก็ไม่ควรทำสิ่งใดตามอำเภอใจดังที่ผ่านมาอีก อุยเอี๋ยน ซึ่งรอดตายมาหมาดๆ ก็รับคำ แต่ในใจยังนึกขุ่นเคือง ขงเบ้ง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา"

ในหนังสือ ได้ให้ความเห็นว่า  เล่าปี่ มองขาดในด้านการสนับสนุนกำลังคน  มองที่ผลประโยชน์  ซึ่งเกิดกับ อุยเอี๋ยน เป็นหลัก  ตลอดเวลาที่ผ่านมา จึงมีผู้ที่สวามิภักดิ์เต็มใจรับใช้เล่าปี่มากมาย  จึงนับว่า เหมาะแก่ภาวะที่จำต้องสร้างรากฐานของอำนาจในภายภาคหน้า

ในขณะที่ ขงเบ้ง กลับมองในเรื่องของ คุณธรรมและการปกครองคนในประเภทที่แตกต่างกัน อุยเอี๋ยน นับว่าเป็น ขุนศึกที่มีความสามารถ และมีความกล้าหาญ  แต่ก็มีข้อบกพร่องที่มุทะลุ คิดการต่างๆตามอำเภอใจ  หากเปรียบเป็นม้า ก็เหมือน ม้าอันทรงพลัง แต่มักจะพยศอยู่บ่อยๆ  การที่ ขงเบ้ง ออกปากให้ลงโทษอุยเอี๋ยน นั้น จึงเป็นการปราบม้าพยศอย่าง อุยเอี๋ยน ได้อย่างเด็โขาด  เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

ผู้เขียน  ได้ให้ความเห็นอีกว่า  ... ปัจจุบัน บุคคลากรแบบอุยเอี๋ยน นั้นมีมาก  การใช้แนวคิดของเล่าปี่ ก็จะทำให้คนที่มีคามสามารถเหล่านี้มาร่วมงานกับเราได้  แต่ไม่ควรที่จะละเลยความเข้มงวดตามแนวคิดของขงเบ้งด้วย ที่จะคอยควบคุมม้าพยศเหล่านี้ ให้อยู่ในกรอบ  ที่ไม่ขัดขวางการเดินหน้ขององค์กร  จึงนับว่า เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน ...

สำหรับความเห็นของหงีนะคะ ... หงีเห็นด้วยกับ ขงเบ้ง ค่ะ ... ถ้าเป็นหงี  หงีคงจะเลือกลงโทษ ประหาร เหมือนกัน  เพราะด้วยนิสัยมุทะลุ ทำตามอำเภอใจ สามารถก่อความเสียหายได้มหาศาลนะคะ  และในยามโมโห  คนประเภทนี้ มักไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี  ถ้าหากปล่อยไว้ในองค์กร ไม่ควบคุมให้ดี ก็จะก่อความเสียหายได้ ... โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับหงี คือ ความรู้คุณ ซ์่อสัตย์จงรักภักดี .... ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดีนะคะ  ... กรณี อุยเอี๋ยน ... เมื่อยามเดือดร้อน ก็หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่ ฮันเหียน  แต่เมื่อยาม ฮันเหียน ตัดสินใจไม่ตรงกับใจตัวเอง  ก็ดันพร้อมที่จะก่อการกบฎ และสังหาร ฮันเหียน ... มันทรยศ ไม่รู้คุณคนชัดๆ ... คนแบบนี้ ถ้าเป็นหงี  หงีจะไม่เก็บไว้ใกล้ตัวค่ะ

อย่างไรก็ตาม ....  สิ่งที่หงีได้เรียนรู้จาก นิยาย และกลยุทธ์ ตอนนี้  ก็คือ  การมองการณ์ไกล  นึกถึงประโยชน์ที่ต้องการ และการใช้ "ใจ"  มากกว่า "หลักเหตุผล"

ในองค์กรปัจจุบันที่หงีอยู่  แม้จะเป็นองค์กรเล็กๆนะคะ ... แต่ที่นี่ เราก็มีหลักการดูแลคนหลากหลายแบบ  แต่ที่ Prove แล้ว ว่า ได้ผลดี  ก็คือ การใช้ "ใจ" นี่แหละค่ะ

อย่างไรก็ตาม ... ใจ มนุษย์ ยากแท้หยั่งถึง  และ ใจคน เปลี่ยนทุกวัน ... ถึงแม้ เราจะเห็น ข้อดี ของการใช้ใจ  และ ถถ้าหากแม้ การใช้ใจ เป็นกลยุทธ์ที่คุณใช้ในการดูแลคนอยู่แล้วล่ะก็  ... หงีคิดว่า  ควรคำนึงถึงข้อนี้ให้มากๆค่ะ...

ถ้าเลือกจะ "ใช้ใจ" แล้ว  ก็ควรเตรียมตัวที่จะ "เสียใจ" ด้วย :)

เรื่องนี้ยาว ... แต่หงีมีความเห็ฯแค่สั้นๆ ... หงีเชื่อว่า  ถ้าตั้งใจอ่าน  คุณจะได้เรียนรู้จากเรื่องนี้มากเชียวค่ะ ^^

Good night นะคะ :)

Thursday, December 31, 2015

อ่านเหลี่ยมขงเบ้ง ... กลวิธีสู่อำนาจ : การเพิ่มมูลค่าด้วย "ความผิดหวัง"

สวัสดีค่ะ^^ หุหุ  วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี 2558 แล้วนะคะ แล้วตอนนี้ก็เวลา 5 ทุ่มกว่าแล้วด้วย ... คืออีกไม่กี่นาทีข้างหน้า  คนข้างนอกก็จะจุดพลุ นับ Countdown ต้อนรับปีใหม่กัน ... แต่หงี ... ด้วยความรักและหวังดีอย่างสุดซึ้งต่อคนอ่าน ( ใช้คำได้เสร่อมาาาาาาก ) จึงได้มาทำตามสัญญา  ... แชร์กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ "ขงเบ้ง" ต่อ ... ในตอนที่ 2 ค่ะ^^

วันนี้ กลยุทธ์ที่เขียนในหนังสือนั้น ชื่อว่า "เพิ่มมูลค่าบุคคลด้วยสามเยือนกระท่อมหญ้า" ... เนื้อหาในตอนนี้ หงีอ่านแล้ว ก็รู้สึกว่า มันเล่นกับ "จิตใจ" และ "ความคาดหวัง" ดี ... จนหงีไม่อยากจะตัดข้อความอะไรมาก  จึงขออนุญาตตัดตอนลอกมาจากหนังสือบางส่วนเลยนะคะ

ถ้ายังจำกันได้ .. ตอนที่แล้ว "ขงเบ้ง" ได้กระตุ้น "ความอยาก" ในการพบหน้าของเล่าปี่ โดยการ PR บวกกับการใช้ "คน" เพื่อตอกย้ำสรรพคุณของตัวเอง ... มาถึงตอนนี้ .... เล่าปี่  "อยาก" พบขงเบ้งมากแล้ว  จึงได้ออกเดินทาง เพื่อไปพบขงเบ้งยังที่พักของเค้า

"ระหว่างทางของเล่าปี่นั้น  เขาต่างเรียกถามใครต่อใครที่พบเป็นขงเบ้งไปเสียหมด  เนื่องด้วยเหล่าผู้คนทั้งหลายในละแวกดอยหลงจงนั้น  ล้วนเป็นตัวหมากในสูตรของการ PR แบบฉบับของขงเบ้งทั้งสิ้น  ทุกคนต่างให้ข้อมูแก่เล่าปี่ถึงความรู้ความสามารถที่ขงเบ้งมี  ค่อยๆโน้มน้าวให้เล่าปี่  เข้าใกล้กระท่อมหญ้าที่หมายไปเรื่อยๆ  เพิ่มพูนความคาดหวังให้แก่เล่าปี่ถึงขีดสุด ก่อนเซอร์ไพรส์เขาด้วยการมาเสียเที่ยว!!
 
การมาครั้งนี้ของเล่าปี่คือการคว้าน้ำเหลว  เขาเดินทางไปถึงกระท่อมริมน้ำตก กลางหุบเขาอันสวยงามของขงเบ้งที่ใครๆต่างกล่าวขานแล้ว  แต่กลับถูปฏิเสธจากเด็กรับใช้ในกระท่อมนั้นอยางสั้นๆว่า 'อาจารย์ไม่อยู่  ไม่รู้จะกลับมาเมื่อใด'  นั่นทำให้เล่าปี่ต้องเดินทางกลับอย่างผิดหวัง  แต่ยังไม่ท้อถอยเพราะเขายังคงฝากฝังไว้ว่า  ไม่นานเขาจะกลับมาใหม่อีกครั้ง

ซึ่งแท้จริงแล้ว .. ขงเบ้งไม่ได้ไปไหน  แต่เขาอยู่ในบ้าน  และนี่เป็นเพียงละครฉากแรกที่มีไว้ทดสอบคนอย่างเล่าปี่เท่านั้น ... สิ่งนี้เป็นหมากที่ขงเบ้งวางไว้ เพื่อ "เพิ่มมูลค่าของตน" ต่อยอดจากการ PR ที่กล่าวไปแล้วนั่นเอง

ในจุดนี้  ขงเบ้งได้ "ยกระดับความยาก" ที่เล่าปี่จะมาถึงตัวของเขาให้ซับซ้อนขึ้นไปอีกระดับ  กลายเป็นหลักจิตวิทยาที่ว่า 'สิ่งใดที่ได้มายิ่งยากแค่ไหน  เราย่อมเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นเท่านั้น'

อุบายพิสดารนี้ จะไม่มีทางสำเร็จได้เลย  หากว่าการ PR ของขงเบ้ง ไม่สามารถจับใจลูกค้าอย่างเล่าปี่ได้ตรงจุด และขงเบ้งไม่ได้มั่นใจมากพอ  เพราะหากว่า เล่าปี่ เกิดล้มเลิกความตั้งใจแต่เพียงเท่านี้  ทุกอย่างก็จบ"

มาถึงตรงนี้ ... หงีอยากหยุด ชวนคิด นิดนึงก่อนนะคะ ... ตอนหงีอ่าน  หงีก็ เอ๊ะ! เหมือนกันว่า เฮ้ย! ทำไมมันมั่นใจจังวะ ... แล้วก็หยุดคิดอยู่ซักพัก ... หงีมีความเห็นว่า ... Key สำคัญคือ  ตอน PR นั้นเนี่ย   ผลงานที่โชว์ออกมา  มันคงต้อง "เจ๋งมากๆ"  และ ผู้คนที่ช่วยตอกย้ำสรรพคุณ  จะต้องเป็น "คนน่าเชื่อถือ" มันถึงจะช่วยกระตุ้นต่อมอยากของเล่าปี่ให้มีมากพอ จะออกเดินทางตามหาบุคคลคนนี้

นอกจากนั้น ... การกระตุ้นทุกระยะที่เล่าปี่เดินทางเข้ามาใกล้ตัวขงเบ้ง  ต้องน่าเชื่อถือมากๆ และกระตุ้นได้ถูกจุดมากๆ คือ  สรรพคุณของขงเบ้งที่ผู้คนเหล่านั้นบอกกับเล่าปี่ ต้องเป็นสิ่งที่เล่าปี่อยากได้จากตัวคนคนนี้ ... การกระตุ้นนั้น จึงจะได้ผล  และช่วยหนุนให้  กลยุทธ์สร้าง "ความผิดหวัง"  จะไป "เพิ่มดีกรีความอยากได้" ขงเบ้งของเล่าปี่ให้มากขึ้น

เอาล่ะ ... มาต่อข้อความในหนังสือกันนะคะ ^^

"อันที่จริง ในแง่ของจิตวิทยาบุคคลแล้ว  ขงเบ้ง อาจไม่จำเป็นต้องหลบหน้าเล่าปี่เป็นครั้งที่สอง  เพราะทั้งความพร้อมและความตั้งใจของเล่าปี่ถือว่า มากเพียงพอที่จะมอบความไว้วางใจให้  แต่หากเราจะกล่าวถึงความพิสดารของขงเบ้ง  เขาย่อมมีวิธีคิดที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน  เพราะสิ่งที่น่าลุ้นมากเป็นพิเศษ คือ  เล่าปี่กลับไปอย่างผิดหวังกว่าเดิมมาก และแทบไม่มีแผนจะกลับมาอีกเลย 

การเดิมพันของขงเบ้งครั้งนี้ จึงเดิมพันกันด้วย "เวลา"

ล่าปี่ที่พลาดหวังจะได้พบขงเบ้งมาถึงสองหนนั้น  ทั้งท้อแท้และเหน็ดเหนื่อยด้วยวัยที่เกินห้าสิบปีมาแล้ว  แต่เมื่อพักผ่อนครั้งใดก็ยังคงคาใจข้างในอยู่ลึกๆถึงขงเบ้งอยู่เสมอมา  จึงทำให้เล่าปี่ออกเดินทางไปหาขงเบ้งเป็นครั้งที่ 3 และในครั้งนี้  การ "เพิ่มมูลค่า" และ การ "วัดใจ" เล่าปี่ก็สิ้นสุดลง  เพราะหากขงเบ้งไม่ได้พบกับเล่าปี่ในครั้งที่ 3 นี้แล้ว  คนที่ผิดหวังอาจจะเป็นขงเบ้งเอง"

คือบับ... อ่านแล้วคิดในใจอ่ะค่ะ ... เออ นี่ถ้าเปรียบเป็น ผู้หญิง นะ ... ขงเบ้งคงเป็นผู้หญิงประเภท  สวยมวาาาาาาาาาาาาก  งามเลอค่าอมตะ งามล้ำฟ้าล้ำสวรรค์  แถมไม่พอ ยังต้องเป็นผู้หญิงที่มีคุณสมบัติความเป็นกุลสตรีครบถ้วน  เก่งทั้งบู๊และบุ๋น  ฉลาดไหวพริบดี และอีกจิปาถะที่คงจะต้องมี  เพื่อให้ผู้ชายเค้าอยากได้มวาาาาาาาาาาาาาาก ...จนกระทั่งทำให้เค้าเพ้อ ต้องออกตามหา  และมิหนำซ็ำยังวางแผน "เพิ่มความอยาก" และ "มูลค่า"  โดยการทำให้เค้า "ผิดหวัง" ถึง 2 ครั้ง 2 หน  แต่เค้าก็ยังคาใจ!!! ต้องเอามาให้ได้!!!!   จนต้องออกตามหาเป็นครั้งที่ 3

โอ๊ว หม่าาาาาาาาาาาาาย ...  แค่อานก็เหนื่อย ... แต่ก็นับว่า  กลยุทธ์ นี้ ... จริง  ถูกต้อง ... และที่สำคัญ สนุก ค่ะ ....  อันที่จริงแล้วหงีว่า  Factor สำคัญ คือ  หากคุณเป็น "ขงเบ้ง"  คุณต้องรู้ให้แน่นะคะว่า "เล่าปี่" เค้าอยากได้อะไร (Know your customer)  แล้ว PR ให้ถูก ให้เค้ามีข้อมูลให้แน่น ว่า คุณมีคุณสมบัติ หรือ มีสิ่งที่เป้าหมายต้องการจริงๆ (Message) และที่สำคัญคือ สิ่งที่คุณมีนั้นต้อง Unique ระดับประมาณว่า พลาดจากข้า เอ็งก็หาไม่ได้แล้ว หรือไม่ก็หายากมวาาาากอ่ะ ...  ถ้าไม่อย่างงั้นแล้ว  หงีว่า  คุณก็เป็นแค่ผู้หญิงสวยคนหนึ่งที่เค้ารู้สึกสนใจ  แต่ก็ไม้ได้มีอะไรพิเศษ  เหมือนเป็นอะไรที่ Nice to have but not 'A Must'  :)  ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น แต่ถ้าได้ก็ดี แต่ก็คงไม่ได้ดีใจอะไร ... ไรเงี้ยยยยยยย

หงีพยายามคิด  Business Case ของกลยุทธ์นี้อยู่นานนะคะ ... แล้วคิดออกด้วย ... แต่ ... หากจะยกตัวอย่างกลยุทธ์นี้  ให้ถึงกึ๋น  ให้ดีที่สุดแล้ว หงีคิดว่า  ควรจะใช้ตัวอย่างเรื่อง  การเล่นตัวของผู้หญิงที่เวลาผู้ชายมาจีบ  ก็น่าจะให้ภาพชัดกว่า ... นี่หงีว่า  หงีแทบไม่ต้องอธิบายอะไรเลยนะ  ตอนเนี้ยะ  หงีว่า คุณก็เข้าใจแล้วอ่ะ ... ผู้หญิงสวยๆ ฉลาดๆ มารยาทงามๆ บุคคลิกดี  จีบยากๆ  มันเร้าใจอ่ะ  มันอยากได้  มันคาใจ  ต้องเอามาให้ได้ ... แต่ถ้าผู้หญิงสวยๆ แต่จีบง่ายๆ  ได้มาก็ดี  แต่ความพึงพอใจ หรือ ความภูมิใจตอนได้มา มันไม่เท่ากันเลย

ดังนั้น .. สาวๆจ๋า ... เรียนรู้ไว้เถอะ กลยุทธ์นี้  ... ถ้าอยากให้ผู้ชายเค้าอยากได้  เค้าเห็นเราเลอค่า  กรุณา ... มั่นใจในคุณงามความดีของตัวเองไว้  ... เล่นตัวแต่พองาม  ทดสอบจิตใจอีกฝ่ายให้แน่ค่ะ ... อย่าให้เค้าจีบติดง่ายๆ ... ไอ้ประเภทลองเดินเข้ามาดู  ลองจีบดูเพราะเห็นว่าน่าสนใจดี  แล้วพอเราเล่นตัวเข้าหน่อยก็หนีหาย .. ก็ปล่อยมันไปป้ายหน้าเถอะค่ะ ... เรามีค่ากว่านั้น  เก็บความรัก  เก็บความสามารถ เก็บทุกสิ่งที่เรามี  ไว้ไปส่งเสริมแก่คนที่คู่ควรจะดีกว่า :)

ท้ายนี้ ... เรื่องการเพิ่มมูลค่านี้ หงีว่า  มันค่อนข้างสามารถนำไปปรับใช้ได้หลายๆอย่างนะคะ  ตั้งแต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชาย ไปจนถึง การเลี้ยงลูก เช่น  ถ้าหากอยากให้ลูกคุณเห็นคุณค่าของเงิน  คุณต้องให้การได้ "เงิน" มานั้น ยากหน่อย ต้องทำอะไรบางอย่างมาแลก  ไม่ใช่ให้ได้มาง่ายๆ แล้วท้ายที่สุด เค้าจะไม่เห็นคุณค่าของมัน  หรือแม้กระทั่ง การเจรจาธุรกิจ ถ้าหากคุณอยากเพิ่มมูลค่าแก่ของที่คุณจะขาย  คุณก็ต้องรู้จักที่จะ "เล่นตัว" เพื่อเพิ่มมูลค่าหรือราคาให้กับมัน .. อะไรแบบนี้เป็นต้นค่ะ

หงีว่าเรื่องนี้สนุกดี  หงีชอบ^^   หงีไมไ่ด้พูดอะไรเยอะกับ Post นี้  แต่หงีเชื่อว่า เนื้อหาจากหนังสือที่พิมพ์ให้  มันได้อธิบาย และเล่าตรรกะ ความนึกคิด ความรู้สึกของตัวละครไปหมดแล้ว  :)

ดีใจมากนะคะ  ที่ยังตามอ่านกัน ... สำหรับ Post ต่อไป หงีสัญญาว่า จะไม่ให้รอนานค่ะ

Happy New Year 2016 ค่ะ ... ตอนนี้ ยิงพลุกันแล้ว!!!


Wednesday, December 30, 2015

อ่านเหลี่ยมขงเบ้ง ... กลวิธีสู่อำนาจ : กลยุทธ์การ PR

สวัสดีค่ะทุกๆคน^^  ตอนนี้ก็เป็นเวลา 22.25 น. ของวันที่ 30 ธันวาคา 2558 แล้ว .. อีกแค่ วันเดียว ก็จะหมดปี 2558 แล้วนะคะ^^  ส่วนตัว  ไม่ได้ยินดี ยินร้ายอะไร กับอีก 1 ปีที่จะผ่านไป และอีก 1 ปีใหม่ ที่จะเข้ามา ... เพราะหงีคิดว่า  ไม่ว่าเราจะต้องการ หยุดอะไรเก่าๆ   หรือ ต้องการจะเริ่มต้น อะไรใหม่ๆ  .. มันทำได้ทุกเมื่อค่ะ  ไม่ต้องรอวันสิ้นปี จึงจะเลิกนิสัยที่ไม่ดี  แล้วรอปีใหม่ที่จะเริ่มอะไรดีๆใหม่หรอก ... ทุกอย่าง มันอยู่ที่ใจเรา จริงมั้ยล่ะคะ?

ช่วงเดือน ธ.ค. นี้  หงีก็ใช้เวลาไปๆมาๆ ระหว่าง กรุงเทพฯ - เชียงราย ค่ะ ... หงีชอบบรรยากาศสงบๆ อากาศดีๆ กับธรรมชาติสวยๆที่นั่น ... ความเป็นใจทุกอย่าง ก็ทำให้หงีมีโอกาสได้อ่านหนังสือ  จบไปอีกเล่มค่ะ^^ แล้วหงีก็กำลังจะเล่าให้คุณฟัง .... หุหุ

หนังสือเล่มนี้ ชื่อว่า "อ่านเหลี่ยมขงเบ้ง  กลวิธีสู่อำนาจ" นะคะ  ซึ่งเขียนถึง 25 กลยุทธ์ที่น่าสนใจ ของ ขงเบ้ง ที่ใช้ในสามก๊ก ค่ะ ... ซึ่งหงีจะขออนุญาต  เล่า 2-3 กลยุทธ์ ที่หงีชอบนะคะ^^ โดยจะขอเล่า Post ละ กลยุทธ์ แล้วกัน ... เพราะมัน ยาาาาาาาาาาาาาาาาาว '-_-!

กลยุทธ์แรกเลย ... คือ เรื่องของการ PR เพื่อดึงดูดเป้าหมายของเราค่ะ ... ในหนังสือเค้าพูดนะคะ ว่า หลักการ PR ที่ดีนั้น คือ เราต้องรู้ว่าเรามีสื่อในมืออะไรบ้าง และจะต้องใช้อย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้คนมากมายได้รับรู้สิ่งที่เราต้องการนำเสนอ ... เนื้อหาในหนังสือนั้น ได้พูดถึงวิธีที่ "ขงเบ้ง" ใช้ดึงดูด "เล่าปี่" โดยการสร้างเครดิตให้กับตัวเองผ่านการกระทำ 2 อย่างค่ะ  คือ

1.  การสร้างบทกวีเหลียงฟู่ ที่กล่าวว่าตนเองนั้นเหมือนกับ "ขวัญต๋ง" และ "งักเย" ซึ่งคนหนึ่งเป็นนักบริหาร และอีกคนเป็นแม่ทัพที่มีสติปญญาเฉลียวฉลาด ... เรียกว่า .... อวยตัวเองสุดๆว่า ผมนี่มันส่วนผสมของยอดมนุษย์ทางสติปัญญาเชียวนะ  การจัดการก็ได้  การวางแผนก็เด่น ... แหม่ ... สร้างเครดิตมาแบบนี้ ... ใครไม่สนใจก็แปลกล่ะค่า

2. คบเพื่อนที่สามารถเป็นโทรโข่งชั้นดี  ช่วยป่าวประกาศสรรพคุณของตัวเองออกไป

ถ้าจะดูให้ดี  เราก็จะเห็นว่า ... สร้างเครดิต ผ่านทางผลงาน อย่างเดียวนั้นไม่พอ ... มันต้องมี Living Evidence หรือ "คน" ที่จะมาย้ำสรรพคุณด้วย  เพื่อให้เครดิตที่เราสร้างนั้น มีน้ำหนักมากขึ้น

ลองจินตนาการง่ายๆนะคะ ... เวลาเราเห็น "ดารา" ในทีวี  เราก็เห็นล่ะค่ะ ว่า เค้าสวย ... ซึ่งการที่เราเห็นเค้าในทีวี มันก็เหมือน "ผลงาน" หรือ "บทกวีเหลียงฟู๋" ของขงเบ้งนะคะ .... อย่างไรก็ตามค่ะ  เราจะเชื่ออย่าง "หมดใจ" ทีเดียว ว่าคนๆนี้สวย  ก็ต่อเมื่อ มี "คน" หรือ Living Evidence ตัวเป็นๆ มาบอกกับเรานะคะว่า  เฮ้ย... เคยเห็นแล้ว ... สวยมวาาาาาาาาาาก .... เออแบบเนี้ยะ ... ชัดเลอ  คงจะนางฟ้ามาจุติแล้วเป็นแน่

พอลองทบทวนสิ่งที่อ่าน แล้วนำมาคิดต่อยอดกับงานที่ทำอยู่  ก็เห็นว่า มันจริงนะคะ ... หงีชวนคิดถึง "ชาบูชื่อดัง เจ้าหนึ่ง" ค่ะ  หุหุ ... ชาบูเจ้านี้  ทำการตลาดบน Facebook และสื่อ Online โดย
1. เขียนบรรยายความอร่อยของชาบูของตน ประกอบรูปภาพอาหาร ที่ดูแล้ว  นำเสนอผลงานได้เป็นอย่างดี
2. เค้ามักจะโพสต์รูป "ดารา" อันเป็น Living Evidence เพื่อตอกย้ำว่า  เฮ้ยยย! ชาบูฉันอร่อยจริงนาเว่ย  เนี่ย ดูดิ  ดารายังมากินเหอะ!!!
ซึ่งชาบูเจ้าเนี้ยะ ... ถ้าคุณจะนึกออก ... บอกเลยว่า  PR เค้าได้ผลนะ ... จริงมั้ยล่ะคะ?  เมื่อคุณเห็นดาราที่คุณชื่นชอบไปทานชาบูเจ้านี้  คนแล้วคนเล่า วันแล้ววันเล่า .. คุณต้องคิดบ้างอ่ะน่าว่า มันคงอร่อยจริงเว้ย  แบบนี้ต้องไปลอง  :)

มาถึงตรงนี้  หงีว่า คุณคงจะพอเข้าใจในกลยุทธ์นี้กันแล้ว  ... หงีอยากจะชวนให้คุณ "คิดต่อ" และ "ทำต่อ" กันอีกนิดนึงค่ะ ... นั่นคือ "การรักษาคุณภาพ" และ "การจริง" เพื่อผลลัพธ์ของการ PR ที่ยั่งยืน  ... ลองคิดภาพนะคะ ... ถ้าหาก "เล่าปี่" เมื่อมาพบ "ขงเบ้ง" แล้ว  ลองคุย ดูปัญญาแล้ว ... พบว่า "ขงเบ้ง" ไม่ได้ "ฉลาด" อย่างที่คนอื่นบอก ... หงีว่า  การ PR นี้  สิ่งที่ลงทุนลงแรงไปทั้งหมด  เท่ากับ "ศูนย์" เลยนะคะ ... ดังนั้น  ตรงนี้ หงีจึงย้ำว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไร  ก็ขอให้มัน "จริง" ... อย่า "หลอกลวง" คนอื่น ... และนอกจากนี้ค่ะ  "การรักษาคุณภาพ" ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ... นึกภาพตามนะคะ   หาก "ขงเบ้ง" ไม่ "ลับสมอง" "หาความรู้ใส่หัว" เรื่อยๆ อันเป็นการ "รักษาุคุณภาพ" แล้ว ... หงีคิดว่า  "เล่าปี่" ก็คงจะ "ชื่นชม" ขงเบ้ง ได้ไม่นาน  และท้ายที่สุด  ความสัมพันธ์ของทั้งสอง  ก็ต้องจบลงแต่เพียงเท่านั้น ... โธ่ ... ขงเบ้ง ... ไม่น่าเลย i_i

ท้ายนี้ ... หงีคิดว่านะคะ เรื่องนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับ ความสัมพันธ์ ทุกรูปแบบค่ะ  ไม่ว่าจะเป็น  ธุรกิจกับลูกค้า  นายจ้างกับลูกจ้าง  เพื่อนกับเพื่อน  คู่รักกับคู่รัก ... ขอให้เริ่มกันด้วยความ "จริงใจ" ... ทำ PR ด้วยความจริงใจ ... และเมื่อเขาเข้ามาหาคุณตามเป้าหมายแล้ว  ก็จง "จริง" กับเขาต่อไป ... โฆษณาไว้อย่างไร  คุณก็ควรจะทำให้ได้แบบนั้น ... โดยในระหว่างที่อยู่ด้วยกัน  ก็ขอให้ "รักษาคุณภาพ" เอาไว้ ให้เหมือนกับตอนโฆษณา ... เพราะสุดท้ายแล้ว อย่าลืมว่า  หาก "มนุษย์" สามารถทำให้คนอืน "เชื่อ" "สรรพคุณดี" ของคุณได้อย่างไร  ... มนุษย์เอง  ก็สามารถทำให้คนอื่น "เชื่อ" "สรรพคุณชั่ว" ของคุณได้เช่นกัน  :)

เอาล่ะค่ะ ... ยังเหลือกลยุทธ์ที่หงีชอบอีก 2-3 อันนะ ... แล้วหงีจะมาเล่าให้ฟังใน Post หน้า ... คืนนี้ไปนอนก่อน ... ง่วงแล้วแหละ

Goodnight ค่ะ^^

Sunday, December 20, 2015

กินเถอะ ถ้าคุณอยากจะกิน

ปลายปีแล้ว ... อากาศดีๆ และเป็นช่วงเวลาของการหยุดพักผ่อน ... วันนี้ก็จะแชร์เรื่องเบาๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและทานอาหารกันนะคะ^^

ทีแรกก็คิดอยู่นานค่ะ ... ว่าจะเขียนแชร์เรื่องนี้ดีไหม  เพราะดูจะผิดธีมกับที่เขียนๆมา 555+  แต่ว่า ... คิดไปคิดมา ก็ได้คำตอบว่า ... ไม่เป็นไรหรอก คนอ่านก็น่าจะอยากรู้ล่ะน่า  ( หุหุหุ ... เป็นคนมีคำตอบที่เข้าข้างตัวเองได้เสมอค่ะ)

เอาล่ะ ... เท้าความก่อน ... จริงๆแล้ว หงีก็เป็น มนุษย์ธรรมดา นี่แหละนะคะ  ที่ชอบทานของอร่อย แต่ก็มีสติที่จะดูแลตัวเองบ้างตามสมควร ... หงีเริ่มออกกำลังกายเป็นประจำตั้งแต่ 23 ค่ะ  เพราะช่วงนั้น ก็เป็นช่วงทำงานแล้ว และน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงจากตอนเรียนพอสมควร  ทำให้มานั่งนึกสาเหตุดู แล้วก็พบว่า เป็นเพราะกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันมันเปลี่ยนไป ... ตอนไปเรียน เราเดินเยอะ  ทำกิจกรรมนู่นนี่กับเพื่อนเยอะ (ตามประสาลิงทโมน 555+) แต่พอเริ่มทำงาน  กิจกรรม มันก็น้อยลง แต่กินเหมือนเดิม ... นน. มันก็ขึ้นล่ะค่าาาาา

ผ่านมาอีก 4 ปี ... ซัก 27 ... ก็ได้รู้ว่า หงีมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเล็กน้อยค่ะ ... ทำให้เป็นที่มาของการดูแลอาหารการกินมากขึ้น .. อ๊ะ! อย่าพึ่งคิดว่า จะเป็นคน Eat Healthy / Eat Clean อะไรเทือกนั้นนะคะ ... ไม่ค่ะ .. ความผิดปกตินี้ ยังไม่สามารถทำลายปนิธานการชอบรับประทานอาหารอร่อยของดิฉันได้ ... เพียงแต่ว่า  จะมีสติในการดื่มน้ำอัดลมน้อยลง และลดน้ำตาลในกาแฟที่กิน

ผ่านมาอีก 4 ปี .. ( นั่งนับอายุหงีกันอยู่สินะ  หึหึ)  ตรวจร่างกายทุกปี  น้ำตาลก็ยังสูงกว่าปกตินิดหน่อย อยู่ดี ... ก็ไม่ได้กังวลอะไรค่ะ  เพราะรู้ดีว่า ยังเลิกน้ำอัดลมไม่ขาด  และยังดื่มกาแฟทุกเช้า  แล้วก็ยังทานของหวานอยู่บ่อย แล้วก็ยัง ยัง ยัง และยัง อีกมาก... 555+ แต่ก็รู้ตัวค่ะว่า อายุ เริ่มมากขึ้นแล้ว  ต้องจริงจังกับการรับประทานอาหารให้มากขึ้น  เลยเป็นที่มาของการเก็บรวบรวมความรู้ต่างๆ เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย เกี่ยวกับเรื่องนี้ ... และหงี  กำลังจะนำมาแชร์ให้คุณฟัง แฮ่!!

1. การออกกำลังกายเป็นประจำ และอย่างมีวินัย .. ไม่ได้ช่วยทำให้คุณผอมนะคะ  แต่ทำให้คุณมีร่างกายที่แข็งแรงได้
2. ถ้าอยากผอม ... คุณต้อง Control การกินค่ะ ... กินให้แคลอรี่น้อย แต่คุณต้องทำกิจกรรมให้มากกว่าที่กินเข้าไปนะคะ  แล้วจะผอมแน่ๆทีเดียว
3. การกินให้แคลอรี่น้อย ... ไม่ได้หมายความว่า "กินดี" นะคะ ... การ "กินดี" คือ การกินอาหารครบ 5 หมู่  ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นั่นหมายความว่า  คุณควรจะกิน "ไขมัน" และ "คาร์โบไฮเดรต" ด้วย
4. ข้อดีของไขมัน คือ นอกจากจะทำให้ "ร่างกายอบอุ่น"แล้ว  ยังทำให้ "ผิวชุ่มชื่น" ... และจากการสังเกตส่วนตัวนะคะ  Lean มากๆ  มันทำให้ดูแข็ง ดูเกร็ง .. มีไขมันนิดๆ มันดูนุ่มนิ่ม Soft เป็นผู้หญิง น่าทะนุถนอมมากกว่าค่ะ ^^
5. คาร์โบไฮเดรต แน่นอน เมื่อกินเข้าไปแล้วมันจะไปเปลี่ยนเป็น "น้ำตาล" ... คุณรู้ไหมคะ  สมองของเรา กิน "น้ำตาล" เป็นอาหารหลักนะคะ ... การไม่กิน คาร์บ เลย  และแถมยังไม่กิน น้ำตาล ด้วย ... หงีว่า มันไม่ดีต่อ "สุขภาพสมอง" เลยค่ะ ... ซึ่งเป็นเรื่องที่หงี Concern มากนะ  เลยให้น้ำตาลแก่สมองอยู่ตลอดเลยไง  :)  แฮ่!!
6. การที่ไม่มีน้ำตาลไปหล่อเลี้ยงสมอง จะทำให้เกิดภาวะเครียด หงุดหงิด อารมณ์ฉุนเฉีย และ ซึมเศร้า ได้นะคะ
7. น้ำตาลทรายขาว  ออกฤทธิ์ต่อสมองแบบเดียวกับโคเคน คือ กินแล้วมีความสุข และ "ติด" ... หึหึ  ... ดิฉันไม่แปลกใจ ทำไมมันถึงเลิกยากเลิกเย็นนัก กับ น้ำอัดลม ของหวาน น้ำหวาน ต่างๆ  แล้วแถมยังกินแล้วรู้สึกมีความสุขอีกด้วย ^^
8. จากการอ่านเก็บเล็กผสมน้อยมาเรื่อยๆ  .. สิ่งที่หงีนำมาปรับใช้ก็คือ  หงีลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับต่อการกินอะไรใดๆใน 1 ครั้ง .. คือ ไม่ว่า น้ำตาล นั้นจะมาจากการกินของหวาน น้ำหวาน หรือ การกินคาร์โบไฮเดรต ... แต่ให้กินได้บ่อยขึ้น  และรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายให้คงที่มากขึ้น ... ในที่นี้ ก็คือ กินให้น้อยลงในแต่ละครั้ง แต่กินให้บ่อยขึ้น และกินให้ดีขึ้น ... นั่นหมายความว่า   ถ้าหากหงีจะกินน้ำหวานในมื้ออาหารนี้  หงีจะกินในปริมาณที่เหมาะสม  แล้วถ้ากินน้ำหวานแล้ว  หงีก็จะกินแป้งน้อยหน่อย  กับข้าวหวานน้อยหน่อย ... และ "กินดี" ก็คือ รู้จักเลือกอาหารที่มี Low Glycemic Index หรือ พวกมีดัชนีน้ำตาลต่ำ ... อุ๊ย ฟังดูวุ่นวาย ใช่ไหมคะ ... อืมมมม ก็นิดนึงค่ะ .. แต่หลักการจำง่ายๆ ก็คือ  พวก Low GI เนี่ย ก็คือพวกผัก ผลไม้ ถั่ว นะคะ  และพวก High GI ก็พวก แป้งขัดขาว ข้าวขาว ต่างๆ ... เพราะฉะนั้น  ถ้าง่ายๆ คือ  ข้าว ก็เลือก ข้าวกล้อง ถ้ามี ... ถ้าไม่มี  มื้อนั้น ก็ไม่กินโค้ก ... ถ้าโดนอาหารฝรั่ง พวกสปาเก็ตตี้ พิซซ่า  มื้อนั้น งดโค้ก งดของหวาน  อะไรแบบเนี้ยะ  ( More info about Low GI Food )
9. การทำอาหารเองนั้น ดูเหมือนยุ่งยาก ... แต่มัน ไม่ขนาดนั้น หรอกค่ะ ... จะไปยากอะไร  ก็เลือกเมนูที่ทำง่าย และคุณชอบสิคะ ... ข้อดีของการทำอาหารเอง คือ คุณจะสามารถกะได้เลยว่า มื้อนี้ คุณได้อะไรจากการทานบ้าง  แคลอรี่เท่าไหร่บ้าง และที่สำคัญ  คุณเลือก Ingredient ที่คุณอยากจะทานได้เองเลยนะเออ
10. การออกกำลังกายนั้นมี 2 ประเภท คือ เวท (เน้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ) และ คาร์ดิโอ ( เน้น Burn)
11. จากการออกกำลังกายมาหลายปี ... ขอ  Confirm ตรงนี้ ... วินัยอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้คุณผอม และมีกล้ามเนื้อสวยงามตามต้องการได้
12. เพราะฉะนั้น  หากคุณจะออกกำลังกาย  ... ถามตัวเองให้ดีก่อนว่า คุณต้องการอะไร?  .. ถ้าบอกว่า อยากมีร่างกายแข็งแรง ... โอเคค่ะ  คาร์ดิโฮ + วินัย  ช่วยได้  ... แต่ถ้าบอกว่า  อยากมีกล้ามเนื้องามๆ  หน้าท้อง Six pack สวยๆ  และหุ่น Lean เหมือนนางแบบ Victoria Secret ... พูดเลยว่า  คุณต้องจ้างเทรนเนอร์ เพื่อให้เค้าจัดตาราง Cardio + Weight ที่ถูกต้อง และ เหมาะสม "กับร่างกายของคุณ" ให้ ... ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง "กับร่างกายของคุณ" แปลว่า  ร่างกายของคนเรา ไม่เหมือนกัน  ... สรีระ + ปริมาณการสะสมของไขมันในที่ต่างๆในร่างกาย ก็ไม่เหมือนกัน  ... ดังนั้น ตารางการออกกำลังกายของแต่ละบุคคล จึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลเท่านั้น  และมันต้องถูกจัดโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเรื่อง สรีระ และ การออกกำลังกายเพื่อลด และสร้างกล้ามเนื้อจริงๆ ... และขอบอกตรงนี้  หงีไม่เคยจ้างเทรนเนอร์  :) เพราะจุดประสงค์ของหงี เพียงแค่เพื่อมีร่างกายที่แข็งแรง และ เพราะชอบกิน เลยต้องเอาที่กินเข้าไป ออกบ้าง เท่านั้น หงีเลยเน้นแต่ Cardio และ ไม่หนัก ค่ะ
13. การพักผ่อน สำคัญมากกับร่างกาย  ... เห็นได้ชัดเลยค่ะ ... หงีเอง ถึงจะตามใจปาก แต่เป็นคนค่อนข้างมีสติกับการกิน และ มีวินัยกับการออกกำลังกาย ... แต่ถ้าหากช่วงไหน ต่อให้กินดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  แต่เครียด นอนนน้อย พักผ่อนไม่พอ ... บอกเลย  ดูพังมาก ... เพราะฉะนั้น  Mind over body นะคะ ... จิตใจมาก่อน  เครียดให้น้อย  นอนให้พอ
14. ร่างกายคุณบอกได้ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว เวลาที่คุณ กินมากเกินไป ... ลองสังเกตตัวเองให้ดีนะคะ .. มื้อไหน คุณกินพอดี  คุณจะรู้อ่ะ ว่า คุณอิ่ม แต่ไม่อึดอัด ... แต่ถ้าหากมื้อไหน คุณกินมากไป แถมกินมันๆ  คุณจะรู้สึกอิ่มแบบอึดอัด และไม่สบายตัว สบายคอ เลย เพราะมันจะรู้สึกเหมือนมีอะไรมันๆอยู่ในลำคอ อยู่ตลอดเวลา ... เพราะฉะนั้น  สิ่งที่ต้องการจะบอกตรงนี้คือ ใช้ "สติ" และ "ใส่ใจ" สังเกต ฟัง ร่างกายของตัวเองให้มากๆ  แล้วเรื่องการกินที่ดี มันจะตามมาโดยธรรมชาติ ค่ะ^^

นี่ก็เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ  เรื่องการกิน และการออกกำลังกาย ที่หงีว่า มันไม่ใช่เรื่องยาก และเป็นเรื่องธรรมชาติ นะคะ .. โดยที่หงีแชร์อันนี้  หงีเอง ก็ไม่ใช่ กูรู  และ ไม่ใช่คนเคร่งครัดในการทำทั้ง 2 เรื่องมากๆ .. เป็นคนปกติธรรมดา ... ดังนั้น หงีคิดว่า  เรื่องราวนี้  ถ้าลองอ่าน แล้วนำไปปรับใช้ดู  หงีเชื่อว่า ถ้าคุณเป็นคนที่ยังไม่ได้ดูแลสุขภาพเท่าไหร่  มันน่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง

สุดท้ายนี้ ... พระเจ้าสอนว่า  ให้เรามีความสุขกับการกิน ดื่ม และในการงานของเรา ... ดังนั้น  กินเถอะค่ะ ถ้าคุณอยากจะกิน  ดื่มเถอะค่ะ ถ้าคุณอยากจะดื่ม ... แต่อย่าลืม  ใส่ใจ และ ฺBalance ... วันไหนคุณกินมาก และกินของมันๆของทอดๆ วันถัดๆไป ก็กินผักๆหน่อย ต้มๆหน่อย ... ถ้าเพื่อนฝูงครอบครัวจัดปาร์ตี้ แล้วคุณจะดื่มบ้าง  หงีก็ไม่เห็นว่ามันจะผิดอะไร  เพียงแต่ ดื่มอย่างมีสติ และ รู้จักที่จะงด หรือ ลด ในวันถัดๆไป ^^  ... ของอร่อยบนโลกนี้ เต็มไปหมดนะคะ^^  อย่าถึงกับอดมันเลยค่ะ  เสียดายโอกาสชีวิต^^

ขอให้ทุกคนมีความสุขนะคะ ... Have a nice day ka^^