วันนี้ อากาศกรุงเทพฯ เย็นแล้วนะคะ^^ อากาศแบบนี้ ก็ชวนให้หงีนึกถึงช่วงเวลาดีๆ การเดินเล่น ดื่มชา และกินของอร่อยกับเพื่อนๆ แหะๆ
เอาล่ะ เรื่องที่อยากจะแชร์ในวันนี้ ก็ ... เป็นเรื่องที่ 'ดูเหมือนจะเล็ก' แต่หงีคิดว่า 'เป็นเรื่องใหญ่' นะคะ
เคยมั้ย? ที่เราเห็นการกระทำที่ไม่ถูกไม่ควร แล้วจริงๆ เราสามารถทำอะไรบางอย่างกับมันได้ ... แต่เราก็ 'ไม่ทำ' เพราะคิดว่า เฮ้ย... ไม่ยุ่งดีกว่า ไม่มีอะไรหนิ เดี๋ยวเค้าก็ผ่านมันไปได้เองแหละ .... ยกมือค่ะ ... ไม่ต้องอาย ... หงีก็เคยเป็นค่ะ
ที่หงีหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า ก็เนื่องจากว่า เมื่อวันก่อน ที่หงีเดินทางกลับจากเชียงราย ... ในระหว่างที่เครื่อง Approaching ... ก่อนจะ Landing ... ในระหว่างนั้น จะเป็น Final Cabin Check ของลูกเรือ หรือ แอร์ฯ สจ๊วต นะคะ ... เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยภายในห้องโดยสาร เพื่อให้มีความปลอดภัย และพร้อมต่อการ Evacuate หากเครื่องประสบอุบัติเหตุระหว่างนำเครื่องลงจอด ... สิ่งที่ลูกเรือต้องเช็ค ก็ อาทิเช่น มีกระเป๋าใบใหญ่ หรือ สิ่งกีดขวางทางเดินออกจากที่นั่งของผู้โดยสารหรือไม่ ผู้โดยสารได้รัดเข็มขัดนิรภัยหรือไม่ ม่านหน้าต่างปิดอยู่หรือไม่ ... อะไรพวกเนี้ยะ ... ซึ่ง มันเป็นหน้าที่ของลูกเรือ 'เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร' เอง
ในระหว่างที่ลูกเรือเดินตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่นั้น หงีก็ได้ยินเสียงโวยวายมาจากด้านหน้า เป็นเสียงของผู้ชาย พูดว่า "ก็หลับอยู่ เอ๊ะ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ไอ้ hia นี่ จะเอาอะไรฮะ!!' มันกักขฬะหยาบคายมาก จนอดจะโผล่หน้าไปดูไม่ได้ ... แล้วที่ช็อคกว่าคือ หงีเห็น ผู้โดยสารคนนั้น พยายามลุกขึ้นยืน และเอื้อมมือไป เหมือนกำลังจะทำร้ายร่างกายสจ๊วตแล้ว ... คุณพระ ... หงีรับไม่ได้มากๆ
เอาล่ะ .. ถึงตรงนี้ ... ถ้าคุณเป็นหงี คุณจะทำอย่างไรคะ? ... ยอมรับค่ะ ว่า ไม่กล้าลุกเดินไปบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อห้ามความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น ... และ หงีก็คิดว่า มันไม่ใช่จังหวะที่ถูกที่ควรเท่าไหร่ เพราะเครื่องกำลังจะ Landing แล้ว
ณ ตอนนั้นเอง ... หงีคิดเลยว่า หงีต้องทำอะไรซักอย่าง หงีไม่ต้องการปล่อยให้เหตุการณืนี้ผ่านไปแบบนี้ ... การที่ลูกเรือต้องรับการกระทำแบบนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และยิ่งไปกว่านั้น หงีนึกถึงจิตใจของสจ๊วตคนนั้น หงีคิดว่า น้องเค้าคงรู้สึกไม่ดีอย่างมากแน่ๆ ... ในวินาทีนั้น หงีถามตัวเอง และหงีก็ได้คำตอบว่า ตอนเดินลง หงีจะพูดให้กำลังใจน้องเค้า และทีมลูกเรือ ... อย่างน้อย หงีให้ความยุติธรรมกับเค้าไม่ได้ แต่หงีคิดว่า หงีสามารถทำให้จิตใจของเค้า รู้สึกดีขึ้นได้ จากกำลังใจเล็กๆกำลังใจหนึ่ง
สิ่งที่หงีทำ ... คือ ก้มหน้าอธิษฐาน ขอความกล้าจากพระเจ้า ที่จะกล้าพูดกับน้องเค้าอย่างที่ตั้งใจ ... เพราะ มันก็ออกจะเขินอยู่ล่ะนะคะ ... แต่หงีคิดว่า สิ่งที่หงีคิดนั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ... ดังนั้น เมื่อเครื่อง Land เรียบร้อย หงีก็ได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ ^^ ... คำพูดสั้นๆของหงี "สู้ๆนะคะ" ...ได้รับการตอบรับเป็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่แสดงออกถึงความรู้สึกดีต่อการให้กำลังใจที่หงีให้ ... หงีพอใจแล้ว หงีคิดว่า Mission Complete!!! ... และหงีเชื่อว่า วันนั้น และต่อจากนั้น น้องเค้าจะสามารถทำงานต่อได้ อย่างไม่ต้องรู้สึกไม่ดีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อ่อ ... สิ่งที่หงีรู้สึกขอบคุณพระเจ้า และคิดว่า นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ เมื่อเดินออกมาจากเครื่องค่ะ ... มีทีม Security รอรับ ผู้โดยสารกร่างคนนั้นอยู่หน้าเครื่องทีเดียว ... หงีเดินผ่านมา แต่ก็ได้ยินบทสนทนาที่ค่อยๆเบาลงไปเรื่อยๆห่ลังจากที่หงีเดินห่างออกมา ... " คุณครับ ... คุณทราบไหมครับ ว่า ความปลอดภัย ....." หงีคิดว่า พี่ๆ Security น่าจะช่วยอธิบายให้ผู้โดยสารคนนั้นได้เข้าใจโลกมากขึ้นแล้ว^^
ในชีวิตเรา ... มีเหตุการณ์มากมายนะคะ ที่หงีคิดว่า มันคล้ายๆกับแบบนี้ ... คือ เราเจอเรื่องราวที่เราคิดว่า เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถทำอะไรบางอย่างกับมันได้ ไม่มากก็น้อย เช่น หากเห็นความไม่ถูกต้อง จริงๆ เราสามารถช่วยพูด หรือ ช่วยปกป้องสิทธิของคนที่ถูกรังแกได้ ... แต่หลายๆครั้ง เราไม่ได้ทำ เพราะเพียงเราคิดว่า ... มันไม่ใช่เรื่องของเรา หรือ คนอื่นเค้าก็ไม่ทำกัน หรือ หลายๆครั้ง เราคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก คงไม่เป็นไรมั้ง ....
ไม่หรอกนะคะ ... หากเรา เพิกเฉย ต่อสิ่งที่เราควรจะทำ ... หงีว่า นั่นคือความอันตรายที่เรากำลังช่วยสร้างให้มันเกิดขึ้นในสังคมเรา ... เช่น หากเราเห็นผู้หญิงกำลังถูกทำร้ายร่างกายโดยสามี หากเราคิดว่า เฮ้ย เรื่องผัวเมีย ... คำถามที่คุณต้องคิดต่อคือ เฮ้ย คุณทำอะไรไม่ได้จริงๆหรือ? คุณช่วยเหลือผู็หญิงคนนั้นให้พ้นจากการถูกทำร้ายร่างกายไม่ได้จริงๆหรือ? หรือเราเพียงแต่ "เพิกเฉย" เพราะคิดว่า มันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง?
สุดท้ายนี้ ... หงีอยากฝากไว้นะคะ ... บางครั้ง บางเหตุการณ์ ถ้าเราทำอะไรกับมันได้ ถึงแม้เป็นเพียงส่วนเล็กน้อย ก็ทำเถอะค่ะ ... เพื่อสังคมของเรา โลกใบนี้ของเรา จะเป็นโลกที่เกื้อหนุน ช่วยเหลือกัน และน่าอยู่ยิ่งขึ้น
คืนนี้ดึกมากแล้ว ... ฝันดีนะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
Friday, December 18, 2015
Tuesday, December 15, 2015
ข้อคิดจาก คุณสุรชัย CEO Santa Fe'
สวัสดีค่ะ^^ คิดถึงหงีมั้ย? หุหุ ... หลังจากไม่ได้เขียนนาน ก็ได้ฤกษ์มีเวลาซักทีนะคะ^^
วันก่อนค่ะ ... ด้วยความใจดีของ Food Franchise Institute โดยการเชิญชวนของ คุณเซ็ธ เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ ทำให้หงีและทีมได้มีโอกาสร่วมฟังสัมมนาของ คุณสุรชัย ชาญอนุเดช หรือ คุณเหม็ง CEO Santa Fe' ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่หงีและทีมเห็นเป็นไอดอล และเป็นแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจค่ะ
เราจะไม่รอช้า ... หงีจะเหลาข้อคิดที่ได้จากแกให้ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้
1. คนเราไม่มีล้มเหลว มีแต่ล้มเลิก
2. ความสุข ความทุกข์ อยู่กับเราไม่นาน ... อยู่ที่เราจะ "บริหาร" มันอย่างไร
3. อย่าเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น ... อย่าตัดสินหนังสือจาก 'หน้าปก' .. คนใจสกปรกก็ตัดสินไม่ได้จาก 'หน้าตา' ( โหยยย.... โดนนนน ... คนบางคนหน้าตาเหมือนเป็นคนดี แต่ความจริงแล้ว .. เห้สุดๆ แบบนรกยังขยะแขยง)
4. คิดนอกกรอบ
5. โชคดีที่รู้น้อย ... ทำให้ได้ทำในสิ่งที่ คนรู้เยอะ ไม่ได้ทำ
6. แค่ "กล้า" ก็ชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง
7. อยากสำเร็จ ... อย่าเป็นแค่ "นายทุน" ( คิดในใจ ... อ้าว ... ตายห่า!!!!)
8. จะทำอะไร ต้องเข้าใจ "พฤติกรรมผู้บริโภค" และ ต้องทำให้ถูก "Timing" ( อ๊ะ! .. เหมือนเล่นหุ้นเลยนะเออ :))
9. ความฝัน ถ้าไม่รีบทำ ก็มีวัน "หมดอายุ"
10. เก็บแต้มแรกให้ไว และอย่าลงสนามที่เราไม่ถนัด (เก็บแต้มแรกไม่ค่อยเป็นค่ะพี่ ... ที่ทำอยู่ประจำคือ เก็บเหรียญ 10 บนทางด่วนที่รถสิบล้อวิ่งผ่าน )
11. ก่อนจะทำร้านอาหาร มี 3 สิ่งที่คุณจะต้องพิจารณา คือ ตลาดใช่ไหม? Operation ทำได้ไหม? และ วิเคราะห์การเงินให้เป็น :)
12. โอกาส มักจะมาเมื่อเรา "ไม่พร้อม" เสมอ ... เมื่อเวลาโอกาสมา มันจะรู้สึกกลัวๆ กล้าๆ ร้อนๆ หนาวๆ อยากจะทำ แต่หวั่นๆ .. แต่เรารู้ดีว่า เมื่อทำแล้ว ชีวิตเปลี่ยนแน่นอน และที่สำคัญ เมื่อถามคนอื่น คนอื่นมักจะไม่เห็นด้วย ( เฮ้ย .. เหมือนเวลาเราจะซื้อหุ้นเลอ .. แบบนี้ เราก็พอได้นี่หว่า .... มันใช่เลยนะ.. เวลาเจอหุ้นที่ชอบใจจะคิด เฮ้ยยย มีโอกาสเว่ยยยย ... ลองถามคนอื่นดูดิ๊ ตูมีคุณพิชัย เจ้าพ่อ Contrarian เป็นเจ้าลัทธิ ท่านว่า ถ้าคนอื่นไม่สนใจแปลว่า "น่าซื้อ" ... และที่สำคัญ รู้เลย ซื้อแล้ว ชีวิตกุเปลี่ยนแน่!!! ... เป็นงั้นจริงๆนะ .. เปลี่ยนจาก "คนไม่มีของ" เป็นคน "ติดดอย" ... แสรดดดดดด)
13. คนที่จะ "ชนะ" คือ คนที่ "อยากได้มันมากกว่าคนอื่น"
14. วันใดที่คุณเจองานที่คุณ "รัก" คุณจะรู้สึกเหมือนไม่ได้ "ทำงาน" อีกเลย ( จริงค่ะพี่ .. หนูรู้สึกเหมือน "เข้าบ่อน" ทุกวันเลยยยย)
15. ทำสิ่งที่ "เป็นไปได้" ใช้ "ตรรกะ" .. ทำสิ่งที่ "เป็นไปไม่ได้" ต้องใช้ "ใจ" ( หึ... ถามกุตอนนี้สิ ... ใช้ "ใจ" ล้วนๆ ... ไม่งั้น ไม่"กล้าเทรด" มาจนวันนี้ #ถึงตัวเล็กแต่ใจใหญ่มาก #มึงใจใหญ่ใช่เรื่องไหม?)
16. ถ้าเรามีบางอย่างที่ น้อยกว่าคนอื่น ... เราต้องมี บางอย่างที่มากกว่าคนอื่น ( ค่ะพี่ ... ถึงหนูจะมี "เงิน" น้อยกว่าคนอื่น ... แต่หนูมีความ "กล้าตาย" มากกว่าคนอื่น แฮ่!!!)
17, ความหมายของคำว่า "อดทน" คือ "อด" ในสิ่งที่อยากจะได้ แต่ต้อง "ทน" ในสิ่งที่ไม่อยากได้ ( บอกเลย บทนี้พี่หงีสอบผ่านมาาาาาาาาก ... เป็นผู้มีประสบกานนนนนนน ทำบ่อยยยย ... อด หุ้นรุ่งพุ่งทะลุทุกแนวต้าน และทนกับหุ้นร่วงพุ่งทะลุทุกแนวรับ :) เท่ห์สึส)
18. กระจายอำนาจ คือ หลักการที่พี่เค้าใช้ ( หรือพี่เค้าจะบอกให้เราลองซื้อ "กองทุน" หว่า)
19. อยากได้ Output ใหม่ ต้องเปลี่ยน Input + Process ( ชัดเลอ ... พี่เค้าบอกว่า พอร์ตมึงจะโตขึ้น ถ้าเปลี่ยนคนเทรดและวิธีการ i_i )
20. 7 สิ่งมหัศจรรย์ คือ การได้ยิน ได้ลิ้มรส ได้เห็น ได้กลิ่น ได้สัมผัส มิตรภาพ และ การได้รับ
21. อย่าทำงานเพื่อ "เงิน" จงทำงานเพื่อ "งาน" แล้ว "เงิน" จะตามมา ( รออยู่นะคะพี่^^)
จบ 21 ข้อคิดดีๆที่ได้มาจาก คุณเหม็ง แล้ว ... มีความคิดเห็นส่วนตัวของหงีแทรกไปมั่ง หุหุ ... ก็หวังว่า คนอ่าน จะได้อะไรจากข้อคิดของแก ... หงีและทีม ได้มาเยอะค่ะ ต้องขอขอบพระคุณพี่เหม็งแกมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
สุดท้ายนี้ ... ถึงแม้คุณจะรัก CEO Santa Fe' แต่ขอให้แบ่งที่น้อยๆ ให้กับอาหารของ Hungry Nerd ด้วยนะคะ ... รักน้อยๆ แต่รักนานๆ
รักนะ จุ๊บ จุ๊บ
วันก่อนค่ะ ... ด้วยความใจดีของ Food Franchise Institute โดยการเชิญชวนของ คุณเซ็ธ เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ ทำให้หงีและทีมได้มีโอกาสร่วมฟังสัมมนาของ คุณสุรชัย ชาญอนุเดช หรือ คุณเหม็ง CEO Santa Fe' ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่หงีและทีมเห็นเป็นไอดอล และเป็นแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจค่ะ
เราจะไม่รอช้า ... หงีจะเหลาข้อคิดที่ได้จากแกให้ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้
1. คนเราไม่มีล้มเหลว มีแต่ล้มเลิก
2. ความสุข ความทุกข์ อยู่กับเราไม่นาน ... อยู่ที่เราจะ "บริหาร" มันอย่างไร
3. อย่าเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น ... อย่าตัดสินหนังสือจาก 'หน้าปก' .. คนใจสกปรกก็ตัดสินไม่ได้จาก 'หน้าตา' ( โหยยย.... โดนนนน ... คนบางคนหน้าตาเหมือนเป็นคนดี แต่ความจริงแล้ว .. เห้สุดๆ แบบนรกยังขยะแขยง)
4. คิดนอกกรอบ
5. โชคดีที่รู้น้อย ... ทำให้ได้ทำในสิ่งที่ คนรู้เยอะ ไม่ได้ทำ
6. แค่ "กล้า" ก็ชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง
7. อยากสำเร็จ ... อย่าเป็นแค่ "นายทุน" ( คิดในใจ ... อ้าว ... ตายห่า!!!!)
8. จะทำอะไร ต้องเข้าใจ "พฤติกรรมผู้บริโภค" และ ต้องทำให้ถูก "Timing" ( อ๊ะ! .. เหมือนเล่นหุ้นเลยนะเออ :))
9. ความฝัน ถ้าไม่รีบทำ ก็มีวัน "หมดอายุ"
10. เก็บแต้มแรกให้ไว และอย่าลงสนามที่เราไม่ถนัด (เก็บแต้มแรกไม่ค่อยเป็นค่ะพี่ ... ที่ทำอยู่ประจำคือ เก็บเหรียญ 10 บนทางด่วนที่รถสิบล้อวิ่งผ่าน )
11. ก่อนจะทำร้านอาหาร มี 3 สิ่งที่คุณจะต้องพิจารณา คือ ตลาดใช่ไหม? Operation ทำได้ไหม? และ วิเคราะห์การเงินให้เป็น :)
12. โอกาส มักจะมาเมื่อเรา "ไม่พร้อม" เสมอ ... เมื่อเวลาโอกาสมา มันจะรู้สึกกลัวๆ กล้าๆ ร้อนๆ หนาวๆ อยากจะทำ แต่หวั่นๆ .. แต่เรารู้ดีว่า เมื่อทำแล้ว ชีวิตเปลี่ยนแน่นอน และที่สำคัญ เมื่อถามคนอื่น คนอื่นมักจะไม่เห็นด้วย ( เฮ้ย .. เหมือนเวลาเราจะซื้อหุ้นเลอ .. แบบนี้ เราก็พอได้นี่หว่า .... มันใช่เลยนะ.. เวลาเจอหุ้นที่ชอบใจจะคิด เฮ้ยยย มีโอกาสเว่ยยยย ... ลองถามคนอื่นดูดิ๊ ตูมีคุณพิชัย เจ้าพ่อ Contrarian เป็นเจ้าลัทธิ ท่านว่า ถ้าคนอื่นไม่สนใจแปลว่า "น่าซื้อ" ... และที่สำคัญ รู้เลย ซื้อแล้ว ชีวิตกุเปลี่ยนแน่!!! ... เป็นงั้นจริงๆนะ .. เปลี่ยนจาก "คนไม่มีของ" เป็นคน "ติดดอย" ... แสรดดดดดด)
13. คนที่จะ "ชนะ" คือ คนที่ "อยากได้มันมากกว่าคนอื่น"
14. วันใดที่คุณเจองานที่คุณ "รัก" คุณจะรู้สึกเหมือนไม่ได้ "ทำงาน" อีกเลย ( จริงค่ะพี่ .. หนูรู้สึกเหมือน "เข้าบ่อน" ทุกวันเลยยยย)
15. ทำสิ่งที่ "เป็นไปได้" ใช้ "ตรรกะ" .. ทำสิ่งที่ "เป็นไปไม่ได้" ต้องใช้ "ใจ" ( หึ... ถามกุตอนนี้สิ ... ใช้ "ใจ" ล้วนๆ ... ไม่งั้น ไม่"กล้าเทรด" มาจนวันนี้ #ถึงตัวเล็กแต่ใจใหญ่มาก #มึงใจใหญ่ใช่เรื่องไหม?)
16. ถ้าเรามีบางอย่างที่ น้อยกว่าคนอื่น ... เราต้องมี บางอย่างที่มากกว่าคนอื่น ( ค่ะพี่ ... ถึงหนูจะมี "เงิน" น้อยกว่าคนอื่น ... แต่หนูมีความ "กล้าตาย" มากกว่าคนอื่น แฮ่!!!)
17, ความหมายของคำว่า "อดทน" คือ "อด" ในสิ่งที่อยากจะได้ แต่ต้อง "ทน" ในสิ่งที่ไม่อยากได้ ( บอกเลย บทนี้พี่หงีสอบผ่านมาาาาาาาาก ... เป็นผู้มีประสบกานนนนนนน ทำบ่อยยยย ... อด หุ้นรุ่งพุ่งทะลุทุกแนวต้าน และทนกับหุ้นร่วงพุ่งทะลุทุกแนวรับ :) เท่ห์สึส)
18. กระจายอำนาจ คือ หลักการที่พี่เค้าใช้ ( หรือพี่เค้าจะบอกให้เราลองซื้อ "กองทุน" หว่า)
19. อยากได้ Output ใหม่ ต้องเปลี่ยน Input + Process ( ชัดเลอ ... พี่เค้าบอกว่า พอร์ตมึงจะโตขึ้น ถ้าเปลี่ยนคนเทรดและวิธีการ i_i )
20. 7 สิ่งมหัศจรรย์ คือ การได้ยิน ได้ลิ้มรส ได้เห็น ได้กลิ่น ได้สัมผัส มิตรภาพ และ การได้รับ
21. อย่าทำงานเพื่อ "เงิน" จงทำงานเพื่อ "งาน" แล้ว "เงิน" จะตามมา ( รออยู่นะคะพี่^^)
จบ 21 ข้อคิดดีๆที่ได้มาจาก คุณเหม็ง แล้ว ... มีความคิดเห็นส่วนตัวของหงีแทรกไปมั่ง หุหุ ... ก็หวังว่า คนอ่าน จะได้อะไรจากข้อคิดของแก ... หงีและทีม ได้มาเยอะค่ะ ต้องขอขอบพระคุณพี่เหม็งแกมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
สุดท้ายนี้ ... ถึงแม้คุณจะรัก CEO Santa Fe' แต่ขอให้แบ่งที่น้อยๆ ให้กับอาหารของ Hungry Nerd ด้วยนะคะ ... รักน้อยๆ แต่รักนานๆ
รักนะ จุ๊บ จุ๊บ
Monday, December 7, 2015
Caleb camp 2015
ก่อนวันนี้จะผ่านไป ... ก่อนเรื่องราวที่ได้เรียนรู้จะจางหาย และอาจถูกลืมเลือน
หงีอยากจะเขียนบันทึกนี้ไว้ เพื่อเตือนใจ ... ไม่ว่าจะเข้ามาอ่านเมื่อไหร่ หงีก็จะระลึกถึง ความจริงเกี่ยวกับชีวิต ที่หงีได้เรียนรู้จาก ค่ายคาเลบ ปี 2015 ที่พึ่งจบลงในวันนี้
1. คนมีความสามารถนั้น มีเยอะมาก
2. ความเก่ง ไม่สำคัญเท่าความพยายาม
3. แท้จริงแล้ว ... เราไม่มีอะไรเลย ... ทุกอย่างล้วนมาจากพระเจ้า ไม่ว่าจะสติปัญญา กำลัง ความสามารถ หรือ เกียรติยศชื่อเสียงทั้งปวง
4. คุณอาจจะคิดว่า คุณมีความเขื่อที่เข้มแข็ง และพระเจ้าอวยพรคุณ ... ในความจริงแล้ว คุณอาจจะเข้าใจผิดทั้งหมด
5. ความสำเร็จ การได้รับการชื่นชมบนโลกนี้ ใช่สิ่งที่คุณต้องการจริงหรือ? คุณอาจทำ 'ถูก' ทั้งหมด ตามความนิยมของคนบนโลก แต่ คุณอาจผิดต่อสิ่งที่มันควรจะเป็นนะ
6. แท้จริงแล้ว ... การเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้า ... ถ้าหาก ตัดสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว ว่าพระเจ้าจะอวยพระพร ... หงีขอนำเสนออีกมุมหนึ่งก็คือ ถ้าหากคุณเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ... คุณจะเป็นคนดี เป็นคนน่ารัก เป็นคนถ่อมตัวและถ่อมใจ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของมนุษย์บนโลกนี้ไง ... ประโยชน์อะไรที่จะมีสมบัติมากมาย แต่ไม่มีใครรัก และนอนหลับสะดุ้งอยู่ทุกคืน
7. คุณอาจจะคิดว่า คุณตัดบางคนที่คุณรู้สึกไม่ถูกใจ เข้ากันไม่ได้ ออกจากชีวิตได้ ... คำถามก็คือ มันจะมีอีกกี่คน? และท้ายที่สุด มันจะเป็นยังไง ถ้าคุณมองไปทางไหน ก็เจอแต่คนเหล่านี้ที่ทำให้คุณรู้สึกเกร็ง
8. สติปัญญา และเงินทองก็ไร้ความหมาย ในวันที่ 'สุขภาพ' ของคุณไม่ดี
9. อย่าย่ามใจ ทดลอง 'บาป' ... เมื่อคุณได้เฉียดใกล้แล้ว ท้ายที่สุด คุณจะอดใจไม่ได้ และลองกระทำ ... เมื่อลองกระทำไปสักระยะ คุณจะพบว่า 'ความละอายต่อบาป' นั้นหายไป
10. หงีทบทวนสไตล์การเล่นหุ้นใหม่ ... หงีพบว่า หากเราบอกว่า การเล่นหุ้น คือ การลงทุน ... การตัดสินใจซื้อขาย ควรทำอยู่บนหลักของการวิเคราะห์กิจการ และราคาเหมาะสม ซึ่งคือแนว Fundamental ... โดยหากเน้น technical และอิงทฤษฎีที่จะต้องทำกำไรจากการดู 'อารมณ์ตลาด' และ 'จิตวิทยามวลชน' แล้ว ... หงีก็คิดว่า มันอาจจะไม่ใช่นิยามของการ 'ลงทุนในหุ้น' ... แต่เป็นการ 'ทำกำไรจากการอ่านเกมส์การลงทุน' ... ซึ่งหงีต้องใคร่ครวญอย่างหนักว่า แนวทางไหนกันแน่ที่หงีควรจะยึดถือปฏิบัติตาม ... แหะๆ เดาไม่ยากหรอก ... แต่ก็บอกเลย มันไม่ง่ายนะ ที่จะปฏิบัติตามให้ได้ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า หากต้องการทำกำไรในระยะไม่ยาวนัก และมีเงินหมุนเวียน ... การใช้เทคนิคอลเทรดนั้น จะตอบโจทย์สิ่งนี้ ... หากแต่วันนี้ หงีต้องการ Maximum Profit โดยการ 'อ่านเกมส์' หรือ ต้องการจะปฏิบัติในแนวทางที่เป็น 'การลงทุน' จริงๆ อย่างปากว่ากันแน่ ... อะไร คือ สิ่งที่ควรทำ ... โปรดฟังให้เข้าใจ มิได้บอกว่า แนวทางใด ถูก หรือผิดปต่กำลังบอกว่า แตวทางใด ที่เป็นการซื่อสัตย์ต่อหลักปฏิบัติที่ตัวหงีเองยึดถือ และควรจะเป็น
11. สิ่งใดที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า แล้วเราดื้อจะหยิบฉวยไว้ ... ของแถมที่จะได้ คือ ความทุกข์ใจ และหยาดน้ำตา
12. ถ้าหากเราไม่เฝ้าเดี่ยว ไม่อ่านพระคัมภีร์ ... มันจะทำให้เราเป๋ได้ ... เราจะนึกไม่ออกว่า ที่เหมาะ ที่ควรนั้น เราควรทำอย่สงไร คิดอย่างไร มีท่าทีอย่างไร
13. หงีจะรักผู้คนให้มากขึ้น ถ่อมตน ถ่อมใจให้มากขึ้น และอ่อนโยน เป็นที่สุขใจของผู้คนให้มากขึ้น
14. แท้จริงแล้ว ชีวิตมันผ่านไปเร็วมาก หวีคงจะเสียใจเป็นบ้าเป็นหลังในวันที่ป๊าม๊าจากไป ... แต่มันเป็นสัจธรรมที่ต้องรับให้ไหว เพราะอีกไม่นานจากนี้ เราก็จะต้องทิ้งโลกนี้ไปเหมือนกัน ...31 ปี มันผ่านไปเร็วราวกับกะพริบตา ... แล้วอีก 30 ปีข้างหน้า เวลาจะเดินช้าก็คงไม่ใช่
15. พระเจ้าไม่เคยสาย และพระองค์ให้ในสิ่งที่เหมาะสม ในเวลาที่สมควรเสมอ ... หงีเคยทำงาน สนุกกับการทำงานในบริษัทใหญ่ ในเนื้องานที่ท้าทายความสามารถทางสติปัญญา เพียงเพื่อเวลาผ่านไปให้ได้มีคำถามกับตัวเองว่า ขีวิตมีเท่านี้เองหรือ? ตื่นนอน ไป 'นั่ง' ในออฟฟิศ ทำงาน แล้วก็นอน เพื่อตื่นนอนแบะทำอย่างเดิมอาทิตย์ละ 5 วัน จนหัวใจถามถึงความหมาย ว่า การใช้ขีวิตนั้น เป็นอย่างไร ... เวลาผ่านไป แบะในวันนี้ พระเจ้าให้คำตอบ และให้สิ่งที่หงีต้องการแล้ว ... พระเจ้า ให้หงีได้ ใช้ชีวิต ของหงี ในแบบที่หงีพอใจ
เขียนมาก็ยาวมาก ได้เวลาต้องไปอ่านพระคัมภีร์ก่อนจะดึกกว่านี้ ... เมื่อชีวิตดพเนินมาถึงจุดนี้ บอกเลย วันนี้สุขภาพไม่เหมือนเดิม นอนดุกกว่านี้ก็จะเวียนหัว วูบ อาการเหมือนคนน้ำในหูไม่เท่ากัน ... แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยัง ขอบคุณพระเจ้าค่ะ หงีรู้ดี พระองค์ไม่เคยให้อะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
ขอพระเจ้าเมตตาเรา ... ขอทุกคนที่ได้อ่านยทความนี้ ทั้งที่เป็นคริสเตียน และไม่เป็น ได้คิด ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างบ้าง ... ก็เป็นความหวังเล็กๆของคนเขียน :)
Good night ka
หงีอยากจะเขียนบันทึกนี้ไว้ เพื่อเตือนใจ ... ไม่ว่าจะเข้ามาอ่านเมื่อไหร่ หงีก็จะระลึกถึง ความจริงเกี่ยวกับชีวิต ที่หงีได้เรียนรู้จาก ค่ายคาเลบ ปี 2015 ที่พึ่งจบลงในวันนี้
1. คนมีความสามารถนั้น มีเยอะมาก
2. ความเก่ง ไม่สำคัญเท่าความพยายาม
3. แท้จริงแล้ว ... เราไม่มีอะไรเลย ... ทุกอย่างล้วนมาจากพระเจ้า ไม่ว่าจะสติปัญญา กำลัง ความสามารถ หรือ เกียรติยศชื่อเสียงทั้งปวง
4. คุณอาจจะคิดว่า คุณมีความเขื่อที่เข้มแข็ง และพระเจ้าอวยพรคุณ ... ในความจริงแล้ว คุณอาจจะเข้าใจผิดทั้งหมด
5. ความสำเร็จ การได้รับการชื่นชมบนโลกนี้ ใช่สิ่งที่คุณต้องการจริงหรือ? คุณอาจทำ 'ถูก' ทั้งหมด ตามความนิยมของคนบนโลก แต่ คุณอาจผิดต่อสิ่งที่มันควรจะเป็นนะ
6. แท้จริงแล้ว ... การเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้า ... ถ้าหาก ตัดสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว ว่าพระเจ้าจะอวยพระพร ... หงีขอนำเสนออีกมุมหนึ่งก็คือ ถ้าหากคุณเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ... คุณจะเป็นคนดี เป็นคนน่ารัก เป็นคนถ่อมตัวและถ่อมใจ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของมนุษย์บนโลกนี้ไง ... ประโยชน์อะไรที่จะมีสมบัติมากมาย แต่ไม่มีใครรัก และนอนหลับสะดุ้งอยู่ทุกคืน
7. คุณอาจจะคิดว่า คุณตัดบางคนที่คุณรู้สึกไม่ถูกใจ เข้ากันไม่ได้ ออกจากชีวิตได้ ... คำถามก็คือ มันจะมีอีกกี่คน? และท้ายที่สุด มันจะเป็นยังไง ถ้าคุณมองไปทางไหน ก็เจอแต่คนเหล่านี้ที่ทำให้คุณรู้สึกเกร็ง
8. สติปัญญา และเงินทองก็ไร้ความหมาย ในวันที่ 'สุขภาพ' ของคุณไม่ดี
9. อย่าย่ามใจ ทดลอง 'บาป' ... เมื่อคุณได้เฉียดใกล้แล้ว ท้ายที่สุด คุณจะอดใจไม่ได้ และลองกระทำ ... เมื่อลองกระทำไปสักระยะ คุณจะพบว่า 'ความละอายต่อบาป' นั้นหายไป
10. หงีทบทวนสไตล์การเล่นหุ้นใหม่ ... หงีพบว่า หากเราบอกว่า การเล่นหุ้น คือ การลงทุน ... การตัดสินใจซื้อขาย ควรทำอยู่บนหลักของการวิเคราะห์กิจการ และราคาเหมาะสม ซึ่งคือแนว Fundamental ... โดยหากเน้น technical และอิงทฤษฎีที่จะต้องทำกำไรจากการดู 'อารมณ์ตลาด' และ 'จิตวิทยามวลชน' แล้ว ... หงีก็คิดว่า มันอาจจะไม่ใช่นิยามของการ 'ลงทุนในหุ้น' ... แต่เป็นการ 'ทำกำไรจากการอ่านเกมส์การลงทุน' ... ซึ่งหงีต้องใคร่ครวญอย่างหนักว่า แนวทางไหนกันแน่ที่หงีควรจะยึดถือปฏิบัติตาม ... แหะๆ เดาไม่ยากหรอก ... แต่ก็บอกเลย มันไม่ง่ายนะ ที่จะปฏิบัติตามให้ได้ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า หากต้องการทำกำไรในระยะไม่ยาวนัก และมีเงินหมุนเวียน ... การใช้เทคนิคอลเทรดนั้น จะตอบโจทย์สิ่งนี้ ... หากแต่วันนี้ หงีต้องการ Maximum Profit โดยการ 'อ่านเกมส์' หรือ ต้องการจะปฏิบัติในแนวทางที่เป็น 'การลงทุน' จริงๆ อย่างปากว่ากันแน่ ... อะไร คือ สิ่งที่ควรทำ ... โปรดฟังให้เข้าใจ มิได้บอกว่า แนวทางใด ถูก หรือผิดปต่กำลังบอกว่า แตวทางใด ที่เป็นการซื่อสัตย์ต่อหลักปฏิบัติที่ตัวหงีเองยึดถือ และควรจะเป็น
11. สิ่งใดที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า แล้วเราดื้อจะหยิบฉวยไว้ ... ของแถมที่จะได้ คือ ความทุกข์ใจ และหยาดน้ำตา
12. ถ้าหากเราไม่เฝ้าเดี่ยว ไม่อ่านพระคัมภีร์ ... มันจะทำให้เราเป๋ได้ ... เราจะนึกไม่ออกว่า ที่เหมาะ ที่ควรนั้น เราควรทำอย่สงไร คิดอย่างไร มีท่าทีอย่างไร
13. หงีจะรักผู้คนให้มากขึ้น ถ่อมตน ถ่อมใจให้มากขึ้น และอ่อนโยน เป็นที่สุขใจของผู้คนให้มากขึ้น
14. แท้จริงแล้ว ชีวิตมันผ่านไปเร็วมาก หวีคงจะเสียใจเป็นบ้าเป็นหลังในวันที่ป๊าม๊าจากไป ... แต่มันเป็นสัจธรรมที่ต้องรับให้ไหว เพราะอีกไม่นานจากนี้ เราก็จะต้องทิ้งโลกนี้ไปเหมือนกัน ...31 ปี มันผ่านไปเร็วราวกับกะพริบตา ... แล้วอีก 30 ปีข้างหน้า เวลาจะเดินช้าก็คงไม่ใช่
15. พระเจ้าไม่เคยสาย และพระองค์ให้ในสิ่งที่เหมาะสม ในเวลาที่สมควรเสมอ ... หงีเคยทำงาน สนุกกับการทำงานในบริษัทใหญ่ ในเนื้องานที่ท้าทายความสามารถทางสติปัญญา เพียงเพื่อเวลาผ่านไปให้ได้มีคำถามกับตัวเองว่า ขีวิตมีเท่านี้เองหรือ? ตื่นนอน ไป 'นั่ง' ในออฟฟิศ ทำงาน แล้วก็นอน เพื่อตื่นนอนแบะทำอย่างเดิมอาทิตย์ละ 5 วัน จนหัวใจถามถึงความหมาย ว่า การใช้ขีวิตนั้น เป็นอย่างไร ... เวลาผ่านไป แบะในวันนี้ พระเจ้าให้คำตอบ และให้สิ่งที่หงีต้องการแล้ว ... พระเจ้า ให้หงีได้ ใช้ชีวิต ของหงี ในแบบที่หงีพอใจ
เขียนมาก็ยาวมาก ได้เวลาต้องไปอ่านพระคัมภีร์ก่อนจะดึกกว่านี้ ... เมื่อชีวิตดพเนินมาถึงจุดนี้ บอกเลย วันนี้สุขภาพไม่เหมือนเดิม นอนดุกกว่านี้ก็จะเวียนหัว วูบ อาการเหมือนคนน้ำในหูไม่เท่ากัน ... แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยัง ขอบคุณพระเจ้าค่ะ หงีรู้ดี พระองค์ไม่เคยให้อะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
ขอพระเจ้าเมตตาเรา ... ขอทุกคนที่ได้อ่านยทความนี้ ทั้งที่เป็นคริสเตียน และไม่เป็น ได้คิด ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างบ้าง ... ก็เป็นความหวังเล็กๆของคนเขียน :)
Good night ka
Sunday, November 22, 2015
รู้จักให้ ... เพราะโอกาสของคนเราไม่เท่ากัน
วันนี้ ... เป็น วันอาทิตย์ ... เป็น วันสะบาโต หรือ วันหยุดพัก ... ตามหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ คือ ใน 1 สัปดาห์ เราทำงานต่างๆ อย่างเต็มที่แล้ว ก็จะต้องมี 1 วัน ที่เป็นวันหยุดพัก^^
วันนี้ ก็เป็น วันหยุดพัก ของหงีค่ะ ที่หงีจะใช้เวลาในการพักผ่อน และ พักสงบอยู่ในพระเจ้า
เช้าวันนี้ หงีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกขอบพระคุณ ที่พระเจ้าได้ประทานสิ่งดีแก่หงีมากมาย
แล้วก็เลยคิดไปถึงคนหลายๆคนที่หงีรู้จัก รวมถึงคนที่มีชื่อเสียง ถึงความสำเร็จของพวกเค้าที่น่าชื่นชมยินดี ... แล้วอยู่ดีๆ คำพูดคำพูดนึง ก็ลอยขึ้นมาในหัว ... "แต่โอกาสของคนเรา ไม่เท่ากัน"
คิดดู พิจารณาดู ก็เห็นว่า จริงนะคะ ... มีคำพูดๆนึงบอกว่า Success = Talent + A lot of Luck ... หงีเชื่อนะ ... จริงมั้ยล่ะ? ที่ชีวิตนี้ มีเรื่องมากมายที่ไม่วามารถอธิบายได้ โอกาสบางโอกาส ก็เดินมสหาเราโดยไม่คาดคิด ... จริงอยู่ว่า ส่วนนึงเราติองเปิดโอกาสให้ตัวเอง ทำหลายๆอย่างเพื่อเป๋นการนำมาซึ่งโอกาสทั้งหลายทั้งปวง ... แต่เราจะ 'ได้รับโอกาสที่ดี' ไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มี 'Luck' หรือ 'โชค'
หลายครั้ง ... ชีวิต ก็เป็นเรื่อง อนิจจัง นะคะ ... เราเกิดมา ถ้าหากพระเจ้าเมตตา ประทานสิ่งดีหลายอย่างให้ ก็มีโอกาสจะมีชีวิตที่ดี ... แต่หากเราได้พบเจอคนที่เค้ามีโอกาสน้อยกว่า และบางที แทบไม่เห็นทางไหนที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ มันก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจ
แต่ยังไงก็แล้วแต่ หงีก็เชิ่อว่า พระเจ้าประทานสิ่งดีแก่เรา ไม่ใช่เพื่อให้เราเห็นแก่ตัว ... แต่ให้รู้จักแบ่งปัน แก่คนที่ต้องการ ... และในทางเดียวกัน คนที่เกิดมาโชคไม่ดีนัก ก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตของเขานั้นน่าสมเพชแต่อย่างใด ... เราไม่มีทางรู้หรอก ว่า พระเจ้ามีจุดประสงค์อะไรในชีวิตเค้า ... และอันที่จริงแล้ว นอกเหนือจากสิ่งดีทั้งปวง เค้าอาจจะมีความสุข และสันติสุขในใจ มากกว่า คนโชคดีทั้งหลายก็เปฺนได้^^
อย่างไรก็ตาม ... หงีคิดว่า การให้นั้น ดีเสมอ ... และหลายๆครั้ง การให้ ก็ไม่ได้หมายถึงเพียง เงินทอง ... มันอาจจะเป็นเพียงคำพูดหนุนใจ หรือน้ำใจเพียงเล็กน้อย แต่มันช่วย 'ให้โอกาส' ในการมีชีวิต มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นแก่คนอื่น ... สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ต้องการทรัพย์สมบัติมากมาย ... เพียงแต่ต้องการ 'ใจ' ที่ 'รู้จักให้' เท่านั้น^^
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่าน ... สุขสันต์วันพักผ่อนค่ะ
วันนี้ ก็เป็น วันหยุดพัก ของหงีค่ะ ที่หงีจะใช้เวลาในการพักผ่อน และ พักสงบอยู่ในพระเจ้า
เช้าวันนี้ หงีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกขอบพระคุณ ที่พระเจ้าได้ประทานสิ่งดีแก่หงีมากมาย
แล้วก็เลยคิดไปถึงคนหลายๆคนที่หงีรู้จัก รวมถึงคนที่มีชื่อเสียง ถึงความสำเร็จของพวกเค้าที่น่าชื่นชมยินดี ... แล้วอยู่ดีๆ คำพูดคำพูดนึง ก็ลอยขึ้นมาในหัว ... "แต่โอกาสของคนเรา ไม่เท่ากัน"
คิดดู พิจารณาดู ก็เห็นว่า จริงนะคะ ... มีคำพูดๆนึงบอกว่า Success = Talent + A lot of Luck ... หงีเชื่อนะ ... จริงมั้ยล่ะ? ที่ชีวิตนี้ มีเรื่องมากมายที่ไม่วามารถอธิบายได้ โอกาสบางโอกาส ก็เดินมสหาเราโดยไม่คาดคิด ... จริงอยู่ว่า ส่วนนึงเราติองเปิดโอกาสให้ตัวเอง ทำหลายๆอย่างเพื่อเป๋นการนำมาซึ่งโอกาสทั้งหลายทั้งปวง ... แต่เราจะ 'ได้รับโอกาสที่ดี' ไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มี 'Luck' หรือ 'โชค'
หลายครั้ง ... ชีวิต ก็เป็นเรื่อง อนิจจัง นะคะ ... เราเกิดมา ถ้าหากพระเจ้าเมตตา ประทานสิ่งดีหลายอย่างให้ ก็มีโอกาสจะมีชีวิตที่ดี ... แต่หากเราได้พบเจอคนที่เค้ามีโอกาสน้อยกว่า และบางที แทบไม่เห็นทางไหนที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ มันก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจ
แต่ยังไงก็แล้วแต่ หงีก็เชิ่อว่า พระเจ้าประทานสิ่งดีแก่เรา ไม่ใช่เพื่อให้เราเห็นแก่ตัว ... แต่ให้รู้จักแบ่งปัน แก่คนที่ต้องการ ... และในทางเดียวกัน คนที่เกิดมาโชคไม่ดีนัก ก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตของเขานั้นน่าสมเพชแต่อย่างใด ... เราไม่มีทางรู้หรอก ว่า พระเจ้ามีจุดประสงค์อะไรในชีวิตเค้า ... และอันที่จริงแล้ว นอกเหนือจากสิ่งดีทั้งปวง เค้าอาจจะมีความสุข และสันติสุขในใจ มากกว่า คนโชคดีทั้งหลายก็เปฺนได้^^
อย่างไรก็ตาม ... หงีคิดว่า การให้นั้น ดีเสมอ ... และหลายๆครั้ง การให้ ก็ไม่ได้หมายถึงเพียง เงินทอง ... มันอาจจะเป็นเพียงคำพูดหนุนใจ หรือน้ำใจเพียงเล็กน้อย แต่มันช่วย 'ให้โอกาส' ในการมีชีวิต มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นแก่คนอื่น ... สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ต้องการทรัพย์สมบัติมากมาย ... เพียงแต่ต้องการ 'ใจ' ที่ 'รู้จักให้' เท่านั้น^^
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่าน ... สุขสันต์วันพักผ่อนค่ะ
Monday, November 9, 2015
ความน่าประทับใจของผู้บริหาร LPN และ LH
รีบพิมพ์เก็บไว้ๆๆๆ ... กลัววันนึงจะลืมรายละเอียด ^^
ต้องขอขอบพระคุณ พี่ป๊อก ด้วย ... สำหรับข้อมูลดีๆ ที่น่าประทับใจ และทำให้หงีได้เรียนรู้วิธีคิดของผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ
สิ่งที่หงีได้เรียนรู้มาในวันนี้ ... ไม่ใช่ กลเม็ดเด็ดพราย อะไร ที่ทำให้ธุรกิจของพวกท่านมีรายได้แบบก้าวกระโดด เติบโตในชั่วข้ามคืน ... แต่หงีเชื่อว่า สิ่งที่หงีกำลังจะแชร์นี้แหละ เป็น "หัวใจสำคัญ" ที่ทำให้บริษัทของท่าน เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน ....
มาเริ่มกันที่ ผู้บริหาร LPN : คุณทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ... ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของ LPN ... ความน่าประทับใจของท่าน คือ ท่านรู้จักบุญคุณคน ... พี่ป๊ฮกเล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่ LPN นั้นประสบปัญหา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อยู่ในช่วงฟองสบู่แตก ... LPN เคย ไม่มีเงินจ่าย Supplier!!! แต่สิ่งที่น่าชื่นใจ คือ ในยามวิกฤตินั้น Supplier ของ LPN ไม่เคยทิ้งแก ... Supplier ให้ของมาใช้ก่อน เงินทีหลัง!!! ทั้งๆที่ ก็ไม่ทราบว่าจะได้เงินคืนเมื่อไหร่ ... ทำให้ในเวลานั้น LPN สามารถพลิกฟื้นธุรกิจมาได้ และในวันนี้ ที่ LPN เฟื่องฟู ... ท่านเอง ก็ไม่เคยลืมบุญคุณ ... ยังคงใช้ Supplier เจ้าเดิมตลอดมา โดยไม่คิดเปลี่ยนใจ แม้เจ้าอื่นอาจจะราคาถูกกว่า
นอกจากนี้ ... ปรัชญาการดูแลคนของค่า LPN ยังเป็นทีเลื่องลือ คือ เรียกง่ายๆว่า ดูแลดีมาาาาาาาาาก ... ผู้บริหารเน้นให้พนักงานมีสมดุลชีวิต 6 โมงไล่กลับบ้าน ... ให้สวัสดิการดีๆ ส่งเสริมการศึกษา และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ... เพราะท่านเชื่อว่า "หากพนักงานมีความสุขแล้ว ก็จะสามารถให้บริการที่ดีกับลูกค้า และลูกค้าก็จะมีความสุขด้วย"
มาถึงท่านผู้บริหาร LH : คุณอนันต์ อัศวโภคิน ... สำหรับท่านนี้ หงีเชื่อว่า หลายท่านคงจะเคยได้อ่านแนวคิดดีๆของท่านมามากมายแล้ว แต่สิ่งที่หงีได้เรียนรู้ใหม่ในวันนี้ และเป็นสิ่งที่ประทับใจ คือ แนวคิดของท่านในการสร้าง Ternimal21 ที่พี่ป๊อกเล่าให้ฟังว่า ท่านมีความคิดว่า ทำไมคนเงินเดือน 15,000 บาท จึงต้องเดินซ์้อของตามตลาดนัดที่ร้อนๆ ... ทำไม เขาจะมาซื้อของในห้างที่มีแอร์เย็นๆไม่ได้ ... คือ สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดว่า ท่านต้องการสร้าง ห้างสรรพสินค้า สำหรับกลุ่มคนเงินเดือนไม่สูง ให้สามารถมี Shopping Experience ที่ดีได้ ... ซึ่งนอกจากนี้ พี่เกรซ ซึ่งเธอก็ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่นกัน ก็ได้เคยเล่าให้ฟังว่า คุณอนันต์ นั้นมีชื่อเสียงด้านเป็นคนทำธุรกิจที่มีคุณธรรม และมีความซื่อตรงมาก
เรื่องที่หงีซึมซับมานี้ จากการรับฟังจากการบอกเล่าของพี่ๆ เพื่อนๆ รวมถึงจากการได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายๆท่าน ... ก็เหมือน น้ำซึมบ่อทราย ... ค่อยๆซึมซับ ค่อยๆเรียนรู้ ... และหงีเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว สิ่งที่หงีต้องการจะเป็น ไม่ใช่ นักธุรกิจที่ทำเงินได้มหาศาล แต่เป็น นักธุรกิจที่มีคุณธรรมและสามารถสร้างบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืน^^
เพราะหงีคิดว่า หงีจะทำเงินมากกว่า จาก "การลงทุน" ... ฮี่ๆๆๆๆ
สวัสดี
ต้องขอขอบพระคุณ พี่ป๊อก ด้วย ... สำหรับข้อมูลดีๆ ที่น่าประทับใจ และทำให้หงีได้เรียนรู้วิธีคิดของผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ
สิ่งที่หงีได้เรียนรู้มาในวันนี้ ... ไม่ใช่ กลเม็ดเด็ดพราย อะไร ที่ทำให้ธุรกิจของพวกท่านมีรายได้แบบก้าวกระโดด เติบโตในชั่วข้ามคืน ... แต่หงีเชื่อว่า สิ่งที่หงีกำลังจะแชร์นี้แหละ เป็น "หัวใจสำคัญ" ที่ทำให้บริษัทของท่าน เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน ....
มาเริ่มกันที่ ผู้บริหาร LPN : คุณทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ... ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของ LPN ... ความน่าประทับใจของท่าน คือ ท่านรู้จักบุญคุณคน ... พี่ป๊ฮกเล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่ LPN นั้นประสบปัญหา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อยู่ในช่วงฟองสบู่แตก ... LPN เคย ไม่มีเงินจ่าย Supplier!!! แต่สิ่งที่น่าชื่นใจ คือ ในยามวิกฤตินั้น Supplier ของ LPN ไม่เคยทิ้งแก ... Supplier ให้ของมาใช้ก่อน เงินทีหลัง!!! ทั้งๆที่ ก็ไม่ทราบว่าจะได้เงินคืนเมื่อไหร่ ... ทำให้ในเวลานั้น LPN สามารถพลิกฟื้นธุรกิจมาได้ และในวันนี้ ที่ LPN เฟื่องฟู ... ท่านเอง ก็ไม่เคยลืมบุญคุณ ... ยังคงใช้ Supplier เจ้าเดิมตลอดมา โดยไม่คิดเปลี่ยนใจ แม้เจ้าอื่นอาจจะราคาถูกกว่า
นอกจากนี้ ... ปรัชญาการดูแลคนของค่า LPN ยังเป็นทีเลื่องลือ คือ เรียกง่ายๆว่า ดูแลดีมาาาาาาาาาก ... ผู้บริหารเน้นให้พนักงานมีสมดุลชีวิต 6 โมงไล่กลับบ้าน ... ให้สวัสดิการดีๆ ส่งเสริมการศึกษา และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ... เพราะท่านเชื่อว่า "หากพนักงานมีความสุขแล้ว ก็จะสามารถให้บริการที่ดีกับลูกค้า และลูกค้าก็จะมีความสุขด้วย"
มาถึงท่านผู้บริหาร LH : คุณอนันต์ อัศวโภคิน ... สำหรับท่านนี้ หงีเชื่อว่า หลายท่านคงจะเคยได้อ่านแนวคิดดีๆของท่านมามากมายแล้ว แต่สิ่งที่หงีได้เรียนรู้ใหม่ในวันนี้ และเป็นสิ่งที่ประทับใจ คือ แนวคิดของท่านในการสร้าง Ternimal21 ที่พี่ป๊อกเล่าให้ฟังว่า ท่านมีความคิดว่า ทำไมคนเงินเดือน 15,000 บาท จึงต้องเดินซ์้อของตามตลาดนัดที่ร้อนๆ ... ทำไม เขาจะมาซื้อของในห้างที่มีแอร์เย็นๆไม่ได้ ... คือ สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดว่า ท่านต้องการสร้าง ห้างสรรพสินค้า สำหรับกลุ่มคนเงินเดือนไม่สูง ให้สามารถมี Shopping Experience ที่ดีได้ ... ซึ่งนอกจากนี้ พี่เกรซ ซึ่งเธอก็ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่นกัน ก็ได้เคยเล่าให้ฟังว่า คุณอนันต์ นั้นมีชื่อเสียงด้านเป็นคนทำธุรกิจที่มีคุณธรรม และมีความซื่อตรงมาก
เรื่องที่หงีซึมซับมานี้ จากการรับฟังจากการบอกเล่าของพี่ๆ เพื่อนๆ รวมถึงจากการได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายๆท่าน ... ก็เหมือน น้ำซึมบ่อทราย ... ค่อยๆซึมซับ ค่อยๆเรียนรู้ ... และหงีเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว สิ่งที่หงีต้องการจะเป็น ไม่ใช่ นักธุรกิจที่ทำเงินได้มหาศาล แต่เป็น นักธุรกิจที่มีคุณธรรมและสามารถสร้างบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืน^^
เพราะหงีคิดว่า หงีจะทำเงินมากกว่า จาก "การลงทุน" ... ฮี่ๆๆๆๆ
สวัสดี
Saturday, November 7, 2015
ผู้บริหารเลว กับ Investor Return
สวัสดีทุกท่านค่ะ^^ อิอิ ... จั่วหัวโหดนิดนุง แต่ก็เป็นมุมที่สำคัญนะคะ
หงีเองแชร์บทความเรื่องการลงทุนอยู่หลายครั้ง และทุกครั้ง มักเป็นแนว hard side คือ ทฤษฎีบ้าง, เศรษฐศาสตร์บ้าง,เทคนิคอลบ้าง ... แต่ไม่เคยเขียนเกี่ยวกับ 'ความเป็นคนดี ไม่ดีผู้บริหาร' ซึ่งหงีเรียกว่า เป็น soft side เลย
ย้อนกลับไปเมื่อตอนเริ่มลงทุนใหม่ๆ ... มีมุมมองว่า ไม่เป็นไร ตราบใด return ดี ราคาไป I dont care ... ไม่ว่า คุณจะเลวแต่ไหน โกงอย่างไร ไม่สน ขอแต่ฉัยได้ return เป็นที่น่าพอใจ ก็พอแล้ว ....
เวลาผ่านไป ... มุมมองนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า 'อันตราย'
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2001 ... Case Enron ... That's one obvious prove ว่า วิธีคิดแบบไม่สนใจความดีความเลว ผู้บริหารนั้น ... ผิด!!!!! เพราะเคสนั้น สร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นมหาศาล หลายคนหมดเนื้อหมดตัว ( สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถหารายละเอียดอ่านได้ใน google นะคะ^^)
หันกลับมาดูของใกล้ตัว ... ตลาดหุ้นในบ้านเรา ... มีหุ้นหลายตัวนะคะ ที่พอเอ่ยชื่อแล้ว นักลงทุนผู้มีประสบการณ์และความรู้ ร้องยี้!!!! ไม่อยากยุ่งเกี่ยว เพราะ CG ห่วย ผู้บริหารขี้โกง ... แล้วท่านเล่าอภินิหารของมันในอดีตว่า เพิ่มทุนซ้ำซาก แตกพาร์ สร้างสตอรี่ ทำพีพี จิปาถะ ที่ท้ายที่สุด คนเสียประโยชน์คือ ผู้ถือหุ้น!!! ( อันนี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกะหุ้นประเภทนี้ แต่ผู้ใหญ่หลายท่าน ให้ความรู้เรื่องนี้ และค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ด้วยวิธีคิดง่ายๆที่ว่า ถ้ามันเก่งแต่โกง ยังไง้ยังไง เราก็จะเป็นคนที่เสียปนะโยชน์ เหมือนไปเล่นกะงูเห่า!!!)
ดังนั้น จึงอยากจะเขียนแชร์ไว้ ไม่ว่าจะลงทุนอะไร 'ความดีความเลวของผู้บริหาร' นั้นสำคัญ ... จะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดฯ หรือ บริษัท StartUp ก็ตาม :)
It takes time to see the truth ... แต่เวลาจะพิสูจน์ทุกอย่างแน่
หากรักการจะเป็น 'นักลงทุน' แล้ว ... ก็อย่ามองข้าม Soft Side แบบนี้ค่ะ
May positive return be with u ...
I know u love me XOXO 💋
หงีเองแชร์บทความเรื่องการลงทุนอยู่หลายครั้ง และทุกครั้ง มักเป็นแนว hard side คือ ทฤษฎีบ้าง, เศรษฐศาสตร์บ้าง,เทคนิคอลบ้าง ... แต่ไม่เคยเขียนเกี่ยวกับ 'ความเป็นคนดี ไม่ดีผู้บริหาร' ซึ่งหงีเรียกว่า เป็น soft side เลย
ย้อนกลับไปเมื่อตอนเริ่มลงทุนใหม่ๆ ... มีมุมมองว่า ไม่เป็นไร ตราบใด return ดี ราคาไป I dont care ... ไม่ว่า คุณจะเลวแต่ไหน โกงอย่างไร ไม่สน ขอแต่ฉัยได้ return เป็นที่น่าพอใจ ก็พอแล้ว ....
เวลาผ่านไป ... มุมมองนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า 'อันตราย'
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2001 ... Case Enron ... That's one obvious prove ว่า วิธีคิดแบบไม่สนใจความดีความเลว ผู้บริหารนั้น ... ผิด!!!!! เพราะเคสนั้น สร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นมหาศาล หลายคนหมดเนื้อหมดตัว ( สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถหารายละเอียดอ่านได้ใน google นะคะ^^)
หันกลับมาดูของใกล้ตัว ... ตลาดหุ้นในบ้านเรา ... มีหุ้นหลายตัวนะคะ ที่พอเอ่ยชื่อแล้ว นักลงทุนผู้มีประสบการณ์และความรู้ ร้องยี้!!!! ไม่อยากยุ่งเกี่ยว เพราะ CG ห่วย ผู้บริหารขี้โกง ... แล้วท่านเล่าอภินิหารของมันในอดีตว่า เพิ่มทุนซ้ำซาก แตกพาร์ สร้างสตอรี่ ทำพีพี จิปาถะ ที่ท้ายที่สุด คนเสียประโยชน์คือ ผู้ถือหุ้น!!! ( อันนี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกะหุ้นประเภทนี้ แต่ผู้ใหญ่หลายท่าน ให้ความรู้เรื่องนี้ และค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ด้วยวิธีคิดง่ายๆที่ว่า ถ้ามันเก่งแต่โกง ยังไง้ยังไง เราก็จะเป็นคนที่เสียปนะโยชน์ เหมือนไปเล่นกะงูเห่า!!!)
ดังนั้น จึงอยากจะเขียนแชร์ไว้ ไม่ว่าจะลงทุนอะไร 'ความดีความเลวของผู้บริหาร' นั้นสำคัญ ... จะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดฯ หรือ บริษัท StartUp ก็ตาม :)
It takes time to see the truth ... แต่เวลาจะพิสูจน์ทุกอย่างแน่
หากรักการจะเป็น 'นักลงทุน' แล้ว ... ก็อย่ามองข้าม Soft Side แบบนี้ค่ะ
May positive return be with u ...
I know u love me XOXO 💋
Tuesday, November 3, 2015
Fund Flow : 2017 ระวัง!!! ล้างพอร์ต
เอาล่ะ ... นี่ก็เนื่องจากอารมณ์ดี๊ดี จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส เพราะช่วงนี้ มีซีรี่ย์ และ ละครที่ชอบออกมานะคะ^^ อิอิ
วันนี้ หงีก็จะแชร์เรื่อง Fund Flow ซึ่งได้เรียนมากับ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนิตี้ จำกัด (มหาชน) ค่ะ
อาจารย์วิศิษฐ์ เนี่ย ... ท่านก็ถือเป็น กูรู ท่านหนึ่งในเรื่อง Fund Flow นะคะ ... และที่สำคัญ จาก Observation ของหงี ... หุ้นตัวที่แกเชียร์เนี่ย ... ปรู๊ดปร๊าดไปลิ่งตลอดตลอดดดด
อันที่จริง เรื่อง Fund Flow เนี่ย ... ไม่ง่ายนะคะ ... การจะเข้าใจให้ถ่องแท้ อาศัยความรู้พื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน รวมถึง การติดตามข่าวสารประเทศสำคัญๆ คือ อเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นค่ะ
สำหรับสิ่งที่หงีได้เรียนมานั้น ... จะขอสรุป และแชร์ในหัวข้อง่ายๆ ตามกำลังสติปัญญาของหงีที่จะเข้าใจไว้ตามโพสตนี้นะคะ^^
1. วงจร Fund Flow นั้น มีต้นน้ำ จาก "นโยบายของธนาคารโลก + รัฐบาลท้องถิ่น" ซึ่งจะเป็นที่มาของ "เม็ดเงิน" มหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อ "การเติบโตทางเศรษฐกิจ"อันส่งผลต่อเนื่องมาถึง "กำไร" ของบริษัทจดทะเบียน และแน่นอน "ราคาหุ้น" ค่ะ
2. Fund Flow นั้น สำคัญต่อ ราคาหุ้น มากนะคะ ... เพราะ ... ถ้าไม่มี "เม็ดเงิน" ไหลเข้าตลาดแล้ว ... ราคา มันก็ไปได้ยากค่ะ
3. อันที่จะอ่านหุ้นนั้น ตามที่บอก ต้องดู Fund Flow ด้วย .. ดังนั้น การอ่าน "อัตราแลกเปลี่ยน" และ "อัตราดอกเบี้ย" เป็นอีก 2 สิ่ง ที่นักลงทุนจำเป็นจะต้องดู เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
4. ยังไม่หมดแค่นั้นนะ ... นอกจากนี้ ... คุณต้องดู "ตลาดอนุพันธ์" เป็นด้วยนะแจ๊ะ ... เพราะล้วนเกี่ยวข้องกับ "ทิศทางการไหลของเม็ดเงิน" ทั้งสิ้น
5. ถ้าคุณไม่เก่งอย่างนั้น ... ไม่เป็นไร .... ไป Follow page ของ ดร.วิศิษฐ์ นะ ... แกโพสต์ Update Fund Flow อยู่เป็นประจำ (แฮ่!!!)
6. เมื่อมาเจาะที่ "อัตราดอกเบี้ย" นะ ... ตามข้อมูลที่แกให้มา ... Trinity Research ได้มีมุมมองว่า Interest Rate ของทั้ง อเมริกา, ยุโรป และ ญี่ปุ่น .. นั้นกำลังจะถีบตัวขึ้นนะคะ ... ซึ่งแน่นอน ถ้า Interest Rate เพิ่มขึ้น ตามทฤษฎีทางการเงิน นั่นหมายความว่า อัตราคิดลด เพื่อคำนวณหามูลค่าปัจจุบัน จะเพิ่มขึ้น นำมาซึ่ง "มูลค่าปัจจุบันของหุ้นที่ลดลง" ... แปลง่ายๆ ... มันไม่ดีต่อ "หุ้น" นะยูววววววว
7. ทีนี้ ... ถ้ามาดู "อัตราแลกเปลี่ยน" .. ปัจจุบันนั้น ถ้าเทียบ USD / THB แล้ว .. ค่าเงินบาทนั้น "อ่อน" เมื่อเทียบกับ ดอลล่าร์สหรัฐ ... ดร.วิศิษฐ์ แกได้ให้มุมมองไว้ว่า ... การที่เงินจะไหลออก หรือ ไม่ไหลออกนั้น ... ต้องดู "อัตราดอกเบี้ย" ประกอบด้วย .. นั่นคือ ถ้า US ขึ้นดอกเบี้ย + ไม่ซื้อ Bond ต่อ ( คือ ไม่ปล่อยเงินเข้ามาในระบบ) + บาท อ่อน ต่อเนื่อง + อัตราดอกเบี้ยของไทย ไม่ขึ้น .... "เงินจะไหลออก" ... อันนี้ไม่ได้จดเหตุผลไว้ แต่ถ้าให้เล่า จากความเห็นส่วนตัว ก็อิงทฤษฎีการเงินทั่วๆไปนะคะ คือ ถ้าค่าเงินอ่อนแล้ว อัตราดอกเบี้ยไม่ขึ้น แน่นอนว่า ทิ้งเงินไว้ในเมืองไทย อัตราผลตอบแทน ไม่ดีเท่า เอาเงินไปทิ้งใน US แน่ค่ะ
8. แม้จะมีการคาดการณ์ และ คาดหวังกันไว้มากว่า ถ้า "ราคาน้ำมันขึ้น" แล้ว หุ้นบ้านเราต้องขึ้นแน่นอน เพราะตัวดันดัชนี คือ PTT ซึ่ ตรงนี้บอกเลยว่า ดร.วิศิษฐ์ แกได้ให้มุมมองนึงที่น่าสนใจมาก คือ ถ้าหากราคาน้ำมันขึ้นแล้ว จะส่งผลให้ เงินเฟ้อ และแน่นอน เมื่อเงินเฟ้อแล้ว สิ่งที่จะตามมา คือ "ราคาหุ้นร่วง" (เหตุผล ดูตามข้อ 6 ค่ะ) ... ซึ่งแกพูดเลยนะคะ ถ้าน้ำมัน ขึ้นไปที่ 50 - 60 USD ให้ ล้างปอด กอดเงินไว้ แล้วค่อยรอเข้ามาช้อนซื้อใหม่ค่ะ ... ออกไปนั่งกระดิกเท้าดูความ ชิบปี้ชิบ กันก่อนเลย
เอาล่ะค่ะ หงีว่า ค ข้อ อ่านให้เข้าใจก็ งง ละ ... นี่พยายามย่อยแล้วนะคะ ขอบอก ... แนะนำว่า ถ้าอ่านทั้งข้อไม่เข้าใจ ก็เอาแค่ Key Word ที่หงี ขีดเส้นใต้ ไว้ให้ ก็พอค่ะ
อ่อ... ขออนุญาตทวนทิ้งท้าย 2015 - 2016 ยัง "ลงทุนในตลาดหุ้นได้" โดยให้ระมัดระวัง เฝ้าติดตามเรื่อง "ราคาน้ำมัน" เป็นหลัก แล้ว 2017 มีแนวโน้มต้องล้างปอด โดยให้เฝ้าจับตาดู "นโยบาย Fed" ว่าจะซื้อ Bond ต่อหรือไม่
อย่างไรก็ตาม #เทคนิคอล นั้นสำคัญ ... จงขยันติดตามกราฟ
สวัสดีค่ะ^^
วันนี้ หงีก็จะแชร์เรื่อง Fund Flow ซึ่งได้เรียนมากับ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนิตี้ จำกัด (มหาชน) ค่ะ
อาจารย์วิศิษฐ์ เนี่ย ... ท่านก็ถือเป็น กูรู ท่านหนึ่งในเรื่อง Fund Flow นะคะ ... และที่สำคัญ จาก Observation ของหงี ... หุ้นตัวที่แกเชียร์เนี่ย ... ปรู๊ดปร๊าดไปลิ่งตลอดตลอดดดด
อันที่จริง เรื่อง Fund Flow เนี่ย ... ไม่ง่ายนะคะ ... การจะเข้าใจให้ถ่องแท้ อาศัยความรู้พื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน รวมถึง การติดตามข่าวสารประเทศสำคัญๆ คือ อเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นค่ะ
สำหรับสิ่งที่หงีได้เรียนมานั้น ... จะขอสรุป และแชร์ในหัวข้อง่ายๆ ตามกำลังสติปัญญาของหงีที่จะเข้าใจไว้ตามโพสตนี้นะคะ^^
1. วงจร Fund Flow นั้น มีต้นน้ำ จาก "นโยบายของธนาคารโลก + รัฐบาลท้องถิ่น" ซึ่งจะเป็นที่มาของ "เม็ดเงิน" มหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อ "การเติบโตทางเศรษฐกิจ"อันส่งผลต่อเนื่องมาถึง "กำไร" ของบริษัทจดทะเบียน และแน่นอน "ราคาหุ้น" ค่ะ
2. Fund Flow นั้น สำคัญต่อ ราคาหุ้น มากนะคะ ... เพราะ ... ถ้าไม่มี "เม็ดเงิน" ไหลเข้าตลาดแล้ว ... ราคา มันก็ไปได้ยากค่ะ
3. อันที่จะอ่านหุ้นนั้น ตามที่บอก ต้องดู Fund Flow ด้วย .. ดังนั้น การอ่าน "อัตราแลกเปลี่ยน" และ "อัตราดอกเบี้ย" เป็นอีก 2 สิ่ง ที่นักลงทุนจำเป็นจะต้องดู เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
4. ยังไม่หมดแค่นั้นนะ ... นอกจากนี้ ... คุณต้องดู "ตลาดอนุพันธ์" เป็นด้วยนะแจ๊ะ ... เพราะล้วนเกี่ยวข้องกับ "ทิศทางการไหลของเม็ดเงิน" ทั้งสิ้น
5. ถ้าคุณไม่เก่งอย่างนั้น ... ไม่เป็นไร .... ไป Follow page ของ ดร.วิศิษฐ์ นะ ... แกโพสต์ Update Fund Flow อยู่เป็นประจำ (แฮ่!!!)
6. เมื่อมาเจาะที่ "อัตราดอกเบี้ย" นะ ... ตามข้อมูลที่แกให้มา ... Trinity Research ได้มีมุมมองว่า Interest Rate ของทั้ง อเมริกา, ยุโรป และ ญี่ปุ่น .. นั้นกำลังจะถีบตัวขึ้นนะคะ ... ซึ่งแน่นอน ถ้า Interest Rate เพิ่มขึ้น ตามทฤษฎีทางการเงิน นั่นหมายความว่า อัตราคิดลด เพื่อคำนวณหามูลค่าปัจจุบัน จะเพิ่มขึ้น นำมาซึ่ง "มูลค่าปัจจุบันของหุ้นที่ลดลง" ... แปลง่ายๆ ... มันไม่ดีต่อ "หุ้น" นะยูววววววว
7. ทีนี้ ... ถ้ามาดู "อัตราแลกเปลี่ยน" .. ปัจจุบันนั้น ถ้าเทียบ USD / THB แล้ว .. ค่าเงินบาทนั้น "อ่อน" เมื่อเทียบกับ ดอลล่าร์สหรัฐ ... ดร.วิศิษฐ์ แกได้ให้มุมมองไว้ว่า ... การที่เงินจะไหลออก หรือ ไม่ไหลออกนั้น ... ต้องดู "อัตราดอกเบี้ย" ประกอบด้วย .. นั่นคือ ถ้า US ขึ้นดอกเบี้ย + ไม่ซื้อ Bond ต่อ ( คือ ไม่ปล่อยเงินเข้ามาในระบบ) + บาท อ่อน ต่อเนื่อง + อัตราดอกเบี้ยของไทย ไม่ขึ้น .... "เงินจะไหลออก" ... อันนี้ไม่ได้จดเหตุผลไว้ แต่ถ้าให้เล่า จากความเห็นส่วนตัว ก็อิงทฤษฎีการเงินทั่วๆไปนะคะ คือ ถ้าค่าเงินอ่อนแล้ว อัตราดอกเบี้ยไม่ขึ้น แน่นอนว่า ทิ้งเงินไว้ในเมืองไทย อัตราผลตอบแทน ไม่ดีเท่า เอาเงินไปทิ้งใน US แน่ค่ะ
8. แม้จะมีการคาดการณ์ และ คาดหวังกันไว้มากว่า ถ้า "ราคาน้ำมันขึ้น" แล้ว หุ้นบ้านเราต้องขึ้นแน่นอน เพราะตัวดันดัชนี คือ PTT ซึ่ ตรงนี้บอกเลยว่า ดร.วิศิษฐ์ แกได้ให้มุมมองนึงที่น่าสนใจมาก คือ ถ้าหากราคาน้ำมันขึ้นแล้ว จะส่งผลให้ เงินเฟ้อ และแน่นอน เมื่อเงินเฟ้อแล้ว สิ่งที่จะตามมา คือ "ราคาหุ้นร่วง" (เหตุผล ดูตามข้อ 6 ค่ะ) ... ซึ่งแกพูดเลยนะคะ ถ้าน้ำมัน ขึ้นไปที่ 50 - 60 USD ให้ ล้างปอด กอดเงินไว้ แล้วค่อยรอเข้ามาช้อนซื้อใหม่ค่ะ ... ออกไปนั่งกระดิกเท้าดูความ ชิบปี้ชิบ กันก่อนเลย
เอาล่ะค่ะ หงีว่า ค ข้อ อ่านให้เข้าใจก็ งง ละ ... นี่พยายามย่อยแล้วนะคะ ขอบอก ... แนะนำว่า ถ้าอ่านทั้งข้อไม่เข้าใจ ก็เอาแค่ Key Word ที่หงี ขีดเส้นใต้ ไว้ให้ ก็พอค่ะ
อ่อ... ขออนุญาตทวนทิ้งท้าย 2015 - 2016 ยัง "ลงทุนในตลาดหุ้นได้" โดยให้ระมัดระวัง เฝ้าติดตามเรื่อง "ราคาน้ำมัน" เป็นหลัก แล้ว 2017 มีแนวโน้มต้องล้างปอด โดยให้เฝ้าจับตาดู "นโยบาย Fed" ว่าจะซื้อ Bond ต่อหรือไม่
อย่างไรก็ตาม #เทคนิคอล นั้นสำคัญ ... จงขยันติดตามกราฟ
สวัสดีค่ะ^^
Subscribe to:
Posts (Atom)